อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก

อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก, มบ. เพอร์เฟคพาร์คพระราม5-บางใหญ่, Ban Bang Kho Ba.

Photos from อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก's post 09/02/2018

Die with me แอปบนไอโฟนสุดแปลก แชทกับเพื่อนร่วมชะตาก่อนแบตหมดเครื่องดับ

เจอแอปสุดแปลกแหวกแนวบน iPhone ละคราวนี้เพราะแอปที่ว่าใช้ได้สำหรับคนใกล้แบตจะหมดเหลือเพียง 5% สุดท้ายก่อนเครื่องดับ และ ช่วยชาร์จไม่ได้นะ 😛 เพราะมีชื่อแอปว่า Die With me

Die With Me เป็นแอปสำหรับแชทระบายความเจ็บปวดและสั่งลากับคนอื่นๆที่กำลังอยู่ในชะตาเดียวกัคือ ใกล้แบตหมด โดยจะเข้าแอปได้ก็ต่อเมื่อแบตเตอรี่เหลือไม่เกิน 5% เท่านั้น แอปนี้ซื้อได้ที่ AppStore ในราคา 0.99 เหรียญสหรัฐ
ซึ่งทันทีที่เราส่งข้อความแชท ก็จะแสดงทั้งสถานะแบตเตอรี่ว่าเหลือกี่เปอร์เซ็น และข้อความระบายจากคนอื่นที่กำลังแบตหมดเหมือนกัน เช่น”ใครก็ได้ช่วยทีเครื่องจะดับแล้ว” “ลาก่อน”

ทั้งนี้แอปจะอยู่ในโทนสีดำ เพื่อ save ประหยัดการใช้พลังงานแบตมากที่สุด แต่ไม่ช่วยให้รอดจากการแบตหมดเครื่องดับหากไม่ได้ชาร์จไฟนะ ถือว่าเป็นแอปที่ไอเดียแปลกมากๆเลย ใครที่มีแบตเหลือเยอะมากกว่า 5% หมดสิทธิ์

09/02/2018

วิธีติดตั้งแอปบน Android อย่างไร ไม่ให้มีมัลแวร์อยู่ในเครื่อง

Malware ย่อมาจาก Malicious Software เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อจะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์มีปัญหา โดยทั่วไปคำว่า malware จะเป็นคำเรียกรวมๆ ของไวรัส โทรจัน หนอนอินเทอร์เน็ต และปัจจุบันนี้มัลแวร์สามารถระบาดบนโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นระบบปฏิบัติการ Android กับการลงแอปตู้ของทั้ง iOS และ Android

โดย Malware บนมือถือ ส่วนใหญ่หวังอาศัยช่องโหว่บางอย่างบนมือถือเพื่อขโมยข้อมูลผู้ใช้ และการควบคุมผ่านทางรีโมทระยะไกล เพื่อแอบดูข้อมูลสำคัญ

มัลแวร์บนมือถืออาจเกิดขึ้นได้ในกรณี
1. เชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่ทางผู้ไม่หวังดีสร้างขึ้นเพื่อขโมยข้อมูล
2. ติดตั้งแอปนอก App Store สำหรับ iOS หรือติดตั้งแอปนอก Play Stoe สำหรับ Android
3. การรันไฟล์ภายนอก APK บนมือถือ Android
4. ติดตั้งแอปเถื่อน แอปตู้
5. ไม่อัปเดตแอปและไม่อัปเดตเฟิร์มแวร์
6. หลงเชื่อคลิกโฆษณาหรือคลิกลิงค์ที่ไม่รู้จัก
7. ติตตั้งแอปที่คนโหลดฮิต แต่ไม่รู้จักผู้สร้างแอป

วิธีติดตั้งแอปอย่างปลอดภัย ไม่มีมัลแวร์อยู่ในเครื่อง
1. ติดตั้งแอปต่างๆผ่านทาง Play Store สำหรับ Android และ App Store สำหรับ iOS
2. ติดตั้งแอปจากผู้พัฒนาที่น่าเชื่อถือ และอ่านรีวิว และการให้คะแนนว่าแอปนี้ Ok หรือปลอดภัยหรือไม่
3. อ่านการขออนุญาตเข้าถึงแอปว่าเข้าถึงส่วนไหนบ้าง หากพบเข้าถึงเยอะผิดปกติไม่ควรโหลดมาติดตั้ง หรือหากติดตั้งแล้วควรถอนการติดตั้งทันที
4. สำหรับ Android ให้เข้าไปที่ Setting >> เลือก Security หรือ Lock Screen &Security จากนั้นให้ปิดที่ Unknown Sources เพื่อป้องกันไม่ให้ Android รันไฟล์ .apk ติดตั้งแอปนอกสโตร์ ซึ่งเสี่ยงพบแอปพร้อมมัลแวร์ระบาด
5. ไม่ทำการ Jailbreak แอปบน iOS
6. หากอัพเดทได้ให้อัพเดทเฟิร์มแวร์ ทั้งแอปและตัวระบบปฏิบัติการมือถือให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อให้สมาร์ทโฟนมีฟีเจอร์ใหม่และปลอดภัยยิ่งขึ้น
7. หมั่นติดตามข่าวสารเรื่อง Cyber Security อยู่เสมอ เพื่อรู้ทันภัยคุกคามมัลแวร์บนมือถือ

ทั้งนี้หากกลัวว่าในเครื่องมีมัลแวร์อยู่มั้ย แนะนำให้ติดตั้งแอปสแกนไวรัส และหมั่นอัปเดตฐานข้อมูลไวรัสอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจาก howtogeek

09/02/2018

วิธีใช้แอปธนาคารออนไลน์ ให้ปลอดภัยจากการโดนแฮกขโมยเงิน

ก่อนใช้งานแอปธนาคารออนไลน์
ควรตั้งรหัสล็อกหน้าจอ สำหรับการเข้าใข้มือถือ ซึ่งเจ้าของมือถือเท่านั้นที่ทราบรหัสมือถือตัวจริง
ตั้งรหัสที่แฮกเกอร์คาดเดาได้ยาก แต่เราจำได้แม่น
อย่าโหลดแอปเถื่อน แอปนอก Store และแอปที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันพวกแอปแฝงมัลแวร์ขโมยข้อมูล
ใช้แอปตรวจสแกนไวรัส มัลแวร์ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น
ไม่ใช้เครื่องที่ถูก Root เครื่องหรือ JailBreak เครื่อง
ควรจำกัดวงเงินในการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ป้องกันแฮกเกอร์แอบขโมยผ่านสั่งโอนเงินจำนวนมาก
ผู้ใช้ต้องรู้ว่า ทางธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS , E-mail เพื่อให้ดาวน์โหลดแอป หรือเข้าสู่ระบบผ่านทางออนไลน์ หากมีลิงค์ไปเว็บธนาคารเพื่อกรอก ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นเว็บปลอม
ขณะใช้งานแอปธนาคารออนไลน์
หลังใช้เสร็จควรเปลี่ยนรหัสผ่านของแอปธนาคารอย่างสม่ำเสมอ
ทำการ Logout หรือ Log off ออกจากระบบทุกครั้งหลังใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ผ่านมือถือเสร็จ
ไม่ควรใช้ Wi-Fi ในการทำธุรกรรมการเงิน ควรใช้เน็ตผ่านทางเครือข่าย 3G , 4G บนมือถือ จะปลอดภัยกว่า
หมั่นตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น รายการเงินโอน ยอดเงินคงเหลือ ยอดบัตรเครดิต ว่ามีรายการใดผิดปกติ หรือไม่
หมั่นจำเว็บไซต์ธนาคารที่เราใช้บริการและพิมพ์ URL ของธนาคารที่เราใช้บริการให้ถูกต้อง
หากพบลิงค์ที่น่าสงสัย ให้แจ้งติดต่อธนาคารที่คุณใช้บริการ

ขอบคุณที่มา:ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย

Photos from อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก's post 09/02/2018

จับตา 8 เทรนด์ E-Commerce มาแรงในปี 2018

ยุคนี้การช้อปปิ้งก็เปลี่ยนไป การซื้อของก็สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องนั่งรถฝ่ารถติด และสะดวกง่ายแค่ปลายนิ้วผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมากและรวดเร็ว จนหลายธุรกิจขยับปรับตัวเข้าหาโลกออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะ E-Commerce ต่างงัดกลยุทธ์พัฒนานวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อแบบ Real-time เลยทีเดียว ดังนั้นรู้เทรนด์ e-commerce จึงมองข้ามไม่ได้เลย

8 เทรนด์ E-Commerce ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 ที่ผู้ประกอบการออนไลน์ต้องรู้ ปรับตัว รับมือ
1. ปรากฏการณ์ Micro-Moments ช่วงเวลาแว้บเดียว ส่งผลต่อยอดขายมหาศาล เมื่อลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากซื้ออยากรู้ และต้องการได้รับการตอบสนองในทันทีเมื่อค้นหาบนสมาร์ตโฟน ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ จึงต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้สินค้าตนเองไปอยู่ในจุดจุดนั้นเมื่อลูกค้ากำลังมองหา และพร้อมให้บริการได้โดยทันที
2. VR & AR VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ด้วยศักยภาพในการ “วาร์ป” การรับรู้ของผู้ใช้เข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง โดยได้รับการเรนเดอร์ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกอย่างสวยงามสมจริง เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงร้านค้าอีคอมเมิร์ซด้วยความแปลกใหม่ เปรียบเสมือนการทัวร์เสมือนจริง และนำเสนอโดยโมเดล 3 มิติ เพื่อให้ลูกค้าสามารถดูสินค้าได้โดยละเอียดกว่ารูปแบบเดิม ๆ และจะนิยมมากขึ้นในปี 2561 อย่างแน่นอน
3. แอป Messenger และ AI Chatbot ที่มีบทบาทมากขึ้น ต่อไปนี้แอป Messenger และ AI Chatbot จะมีบทบาทในตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยยกระดับการบริการลูกค้าและตอบสนองได้แบบทันที โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่ที่หน้าจอ แถมยังสามารถแนะนำสินค้า ส่วนลดต่าง ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นในปี 2561 Chatbot จะมีส่วนร่วมอยู่ในทุก ๆ แอปพลิเคชันของอีคอมเมิร์ซด้วย
4. Personalized Shopping Experience การตลาดที่เลือกได้ ขายของตรงคน สินค้าตรงใจ ปัจจุบันผู้ค้าหลายรายต่างทำ Personalized Shopping กันแล้ว โดยเก็บข้อมูลความสนใจของลูกค้าแต่ละคน รวมถึงพฤติกรรมการค้นหาสินค้าและประวัติการซื้อก่อนหน้านั้น แล้วนำเสนอสินค้าที่เข้ากับความสนใจของลูกค้าเหล่านั้น เมื่อเข้าสู่ปี 2561 เราจะเห็นการทำการตลาดแบบนี้มากขึ้น ทุกแพลตฟอร์มจะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าแต่ละคนได้แตกต่างกันออกไป
5. ระบบสั่งงานด้วยเสียง เช่น Apple Siri, Amazon Alexa, Google Assistant นั้นจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบสั่งการด้วยเสียงเพื่อพูดคุยกับผู้ช่วยเหล่านี้ได้มีการนำมาใช้เป็นวิธีเพื่อค้นหาสินค้า หรือเช็กยอดเงิน รวมถึงการโอนเงินชำระสินค้าได้ด้วยเช่นกัน
6. Omni Channel Marketing อนาคตของร้านค้าปลีก เป็นการนำ Cross-Channel มาปรับปรุงโดย Integrate ข้อมูลของช่องทางต่าง ๆ และ Back Office กันอย่างสมบูรณ์ นอกจาก Integrate ข้อมูลแล้ว ทางร้านค้าต้อง Integrate Business Operations เข้าด้วยกันทั้งหมดเพื่อที่จะตอบสนองความพอใจของลูกค้า เช่น ลูกค้าเข้าไปเลือกเสื้อผ้าผ่านอีคอมเมิร์ซ และต้องการไปเอาสินค้าที่สาขา ระบบจะทำการตรวจสอบสต็อกสาขาที่มี และให้ลูกค้าเลือกสาขาที่ใกล้ที่สุด เมื่อลูกค้าเข้าไปถึงร้าน พนักงานจะดึงข้อมูลเสื้อผ้าที่ลูกค้าต้องการพร้อมทั้งวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้า นำไปสู่การเสนอสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย ทำให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อสินค้าใหม่ ความน่าสะพรึงกลัวของ Omni Channel ในยุคใหม่นั้นก็คือ สามารถตรวจจับพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างทะลุทะลวง เราคงมีโอกาสได้เห็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ Omni Channel ออกมาอีกมากในปี 2018 อย่างแน่นอน
7. Delivery Trend ส่งเร็วขายรวย แนวโน้มการขยายตัวในปี 2561 คือ การเพิ่มขึ้นของตัวเลือกการจัดส่งที่รวดเร็ว ช่วยให้ผู้ซื้อได้รับสินค้าของพวกเขาในวันถัดไป หรือแม้แต่วันที่ซื้อโดยทันที SMEs รายใดสามารถตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการเดลิเวอรี่สินค้า และบริการตามออเดอร์ที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิต!! ธุรกิจย่อมมีแต่ “บวก” เพิ่ม ทั้งรายได้ กำไร และความพึงพอใจของลูกค้า ที่ถึงจะมีเงินก็ซื้อหาที่ไหนไม่ได้
8. Big Data Trend เมื่อมีอุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลก็จะมากขึ้น แม่นยำขึ้น หลายรูปแบบ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้าได้รับการบันทึกและกลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ที่เหล่าผู้ประกอบการต่างใช้เพื่อเรียนรู้พฤติกรรม และความคิดของกลุ่มลูกค้าตัวเอง ดังนั้นต่อไปใครที่สามารถนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างแน่นอน

ขอบคุณที่มา:www.it24hrs.com

09/02/2018

รู้มั้ย อัปโหลดวีดีโอขึ้น Youtube ได้ยาวที่สุดเท่าไหร่ ไฟล์วีดีโอใหญ่สุดเท่าไหร่

ถ้าใครเคยอัปโหลด Youtube ตอนเปิดใหม่ๆในยุคที่ Internet ยังไม่เป็นเน็ตเร็วนัก และจำกัดขนาดไฟล์เล็กๆและความยาววีดีโออยู่ แต่พอมายุคปัจจุบันนี้ Youtube กลายเป็นเว็บวีดีโอออนไลน์รายใหญ่ สามารถชมคลิปความชัดระดับ FULL HD , ชมแบบ 360 องศาได้ ถ่ายทอดสดได้ และมีฟีเจอร์อื่นๆมากมายเลย และคำถามตามมาคือ สามารถอัปไฟล์ขนาดใหญ่สุดเท่าไหร่ และสามารถโพสต์วีดีโอความยาวนานที่่สุดยาวนานกี่นาที บทความนี้จะเฉลยคำตอบนี้กัน

โดยค่าเริ่มต้นตั้งแต่คุณเพิ่งสมัครบัญชี Youtube ใหม่ โดยยังไม่ได้ยืนยันกับทาง Youtube คุณสามารถอัปโหลดวิดีโอที่มีความยาวสูงสุดเพียง 15 นาที หากต้องการอัปโหลดวิดีโอที่ยาวกว่านี้ ให้ทำตามขั้นตอนยืนยันบัญชีที่ https://www.youtube.com/verify ถึงจะมีสิทธิอัปโหลดวีดีโอยาวๆได้ และหากคุณมีสิทธิ์ในการเข้าถึงสตรีมมิงแบบสด ระบบจะเปิดใช้การอัปโหลดขนาดยาวโดยค่าเริ่มต้น

แนะนำคุณต้องอัปเดตเว็บเบราว์เซอร์ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ซึ่งจะสามารถอัปโหลดไฟล์ที่ขนาดใหญ่กว่า 20 GB ได้

Youtube ได้เผยข้อมูลเกี่ยวกับอัปโหลดวีดีโอว่าได้สูงสุดเท่าไหร่ ผ่านทาง Google Support ว่า “ ขนาดไฟล์สูงสุดที่คุณสามารถอัปโหลดคือ 128GB หรือ 12 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับว่ากรณีใดต่ำกว่า เนื่องจาก Youtube ได้เปลี่ยนแปลงขีดจำกัดในการอัปโหลดที่ผ่านมา คุณจึงอาจเห็นวิดีโอเก่าๆ ที่มีขนาดเกิน 12 ชั่วโมงอยู่ “

หากกรณีวิดีโอมีขนาดใหญ่กว่า 128GB ให้ลองบีบอัดวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อวิดีโอก่อนอัปโหลดลงใน YouTube ซึ่งช่วยลดขนาดไฟล์วิดีโอของคุณโดยที่ยังคงคุณภาพของวิดีโอเอาไว้ได้ โดยวิธีหนึ่งที่ใช้บ่อยในการบีบอัดวิดีโอสำหรับ YouTube คือการเข้ารหัสโดยใช้ตัวแปลงสัญญาณ H.264

และยังมีเงื่อนไขการอัปโหลดวีดีโอในไฟล์รูปแบบต่างๆด้วย สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Google Support

ข้อมูลจาก Google Support

09/02/2018

รวมแอปฝากไฟล์ขึ้น Cloud ผ่านแอปบนมือถือฟรี ไม่ต้องซื้อ Micro SD

เชื่อว่าหลายท่านที่ใช้สมาร์ทโฟน ย่อมเคยดาวน์โหลดพวกไฟล์งาน รูป และวีดีโอ จากทาง facebook , twitter และเยอะสุดคือ LINE หรือไม่ก็ facebook Messenger จนพื้นที่ความจำบนเครื่องมือถือเต็ม เลยอาจซื้อพวก Flash Drive ที่เสียบกับมือถือได้ หรือไม่ก็ซื้อ Micro SD มาใส่บนบนมือถือเพิ่ม แต่ความจริงแล้วเราสามารถฝากไฟลขึ้นพวก Cloud ได้ฟรีๆก็มีหลายแห่ง บทความนี้เลยรวบรวมแอป Cloud Storage ที่ใช้คู่กับมือถือคุณได้ฟรี และสามารถซื้อพื้นที่ cloud เพิ่มราคาสุดคุ้มด้วย มีแอปไหนบ้าง ดูกันเลย

1 Amazon Drive ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android ฝากไฟล์ฟรี 5GB หากต้องการเพิ่มพื้นที่ Cloud เพิ่ม สามารถซื้อ 100GB ราคา 370 กว่าบาท ต่อปี และ 1 TB ราคาเพียง 1,893 บาท ต่อปี ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android รวมทั้งแอปบน Windows และ Mac และเว็บไซต์ https://www.amazon.com/clouddrive

2. BOX ฟรีพื้นที่ฝากไฟล์ 10 GB ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android รวมถึงเว็บไซต์ BOX.com หากพื้นที่ไม่พอ ก็ซื้อได้ 100 GB ราคา 315 บาทต่อเดือน

3. Dropbox แถมพื้นที่ฟรี 2GB ใช้ได้ทั้ง iOS , Android , รวมถึงเว็บไซต์ Dropbox.com และแอป Dropbox บนคอมพิวเตอร์ Windows , Mac หากพื้นที่ไม่พอ ซื้อเพิ่มเป็น 1TB ราคาไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน

4. Google Drive ฝากไฟล์ฟรี แต่ไม่เกิน 15GB เพราะใช้พื้นที่ร่วมกับ Gmail และ Google Photos บางส่วน แต่ก็คุ้มมากหากต้องการฝากไฟล์แบบเต็มๆไว้บน Cloud เพราะสามารถใช้ได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง iOS , Android , Mac , Windows รวมถึง Chromebook ด้วย หากพื้นที่ฝากไฟล์ไม่พอก็ซื้อเพิ่ม 100 GB ราคาเพียง 70บาทต่อเดือน และ 1TB 350 บาทต่อเดือน แถมสามารถซื้อเป็นรายปี ในราคาถูกกว่าปกติด้วย เข้าไปใช้ได้ที่ http://drive.google.com

5. Google Photos สำหรับคอถ่ายภาพ save ภาพและวีดีโอ แนะนำติดตั้งไว้และใช้อย่างยิ่ง เพราะสามารถอัปโหลดภาพ และวีดีโอ ได้ไม่จำกัด แต่อาจลดคุณภาพของภาพและวีดีโอลง แลกกับการใช้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แถมสะดวกในการค้นหารูปได้ง่ายทั้งหาใบหน้าคน ใบหน้าสัตว์เลี้ยง สถานที่ ก็จัดได้อย่างเป็นระเบียบ แอปนี้ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android และเว็บไซต์ photos.google.com

6. Flickr จาก Yahoo สำหรับคอถ่ายภาพระดับโปร และโหลดภาพเก็บไว้ชมคุณภาพสูงแนะนำโหลดแอปนี้ไว้และอัปโหลดขึ้นที่นี่เลย เพราะให้พื้นที่ฝากไฟล์ภาพฟรีสูงถึง 1TB โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใช้ได้ทั้ง iOS , Android และบนเว็บไซต์ flickr.com

7. OneDrive จาก Microsoft ใครใช้ Hotmail , office365 จำเป็นต้องใช้แอป OneDrive ด้วย รองรับการแก้ไขไฟล์ Office บน Cloud ฟรี และฝากไฟล์ภาพและวีดีโอ 5GB เสียเงินซื้อพื้นที่เพิ่ม 100GB ในราคาประมาณ 63 บาทต่อเดือน และที่สำคัญ หากคุณอยู่ในสถานะสมาชิก Office365 จะได้พื้นที่ OneDrive ฝากได้ถึง 1TB ฟรีตลอดอายุสมาชิกรายเดือนหรือรายปี ใช้ได้ทั้ง iOS , Android , Windows และเว็บไซต์ OneDrive.com โดยใช้บัญชี Microsoft ในการ Login

8. Mega แอปฝากไฟล์ขนาดใหญ่ชื่อดังก็มีบริการ Cloud ของตัวเองด้วย สามารถฝากไฟล์ขึ้น Mega ได้ฟรี 50GB ทันที ใช้ได้ทั้ง Ios และ Android รวมถึงเว็บไซต์ mega.co.nz ด้วย ส่วนราคาโปรเริ่มต้น 200GB ราคาประมาณไม่เกิน 200 บาท ต่อเดือน

เรียกได้ว่าเราสามารถฝากไฟล์ขึ้น Cloud เยอะๆได้ผ่านทางมือถือ และมีตัวเลือกมากมายในราคาถูกเป็นพิเศษหรือฟรีไปเลย โดยไม่ต้องซื้อ Micro SD แล้วมาเปลี่ยนหรือมาลบรูปแสนเสียดายให้วุ่นวาย ไม่ต้องมา copy แล้วเก็บใน Harddisk พกติดตัว ลองใช้บริการ Cloud ผ่านแอปบนมือถือหรือเว็บไซต์เหล่านี้ดูได้

ขอบคุณที่มา:www.it24hrs.com

09/02/2018

วิธีบันทึกแชทไลน์บน Android ป้องกันแชทหาย!

ขอบคุณที่มา :www.beartai.com

Photos from อุปกรณ์มือถือสินค้าดีราคาถูก's post 09/02/2018

iPhone X ไม่มีปุ่มโฮม ไม่มีปัญหา! เมื่อมี “อุปกรณ์เสริมปุ่มโฮม” สำหรับ iPhone X เปิดตัวใน CES 2018

โดยเป็นอุปกรณ์เสริมที่เสียบเข้ากับช่อง Lightning ของ iPhone ผลิตโดยบริษัทจากประเทศจีน นอกจากจะมีปุ่มโฮมเต็มรูปแบบให้ใช้เหมือน iPhone รุ่นอื่นๆ แล้ว ยังสามารถทำให้เสียบหูฟัง 3.5 มม. กับชาร์จแบตพร้อมกันได้ด้วย (ทำไมแอปเปิ้ลคิดไม่ได้นะ) แต่ปุ่มโฮมนี้ไม่มี Touch ID นะ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ต้องผูกกับระบบเกินกว่าที่นักพัฒนาภายนอกจะใส่เข้าไปได้ง่ายๆ

ตอนนี้ก็ยังไม่มีราคาออกมา แต่เชื่อว่าถ้าทำออกมาขายจริงๆ ก็ไม่น่าจะหาซื้อในไทยได้ยากนักนะ

ที่มาข้อมูล:www.beartai.com

09/02/2018

มัลแวร์ชนิดใหม่มีเป้าหมายโจมตีผู้ใช้ Android และระบบสกุลเงินดิจิตอล!

ล่าสุดมีการค้นพบมัลแวร์ชนิดใหม่ ซึ่งแพร่เชื้อไปสู่อุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Android และกล่องทีวี โดยในตอนนี้กำลังแพร่กระจายอยู่ในเอเซีย

มัลแวร์ชนิดนี้ฝังมากับซอฟต์แวร์หลายชนิด โดยจะแพร่ตัวเองผ่านอุปกรณ์หนึ่งไปสู่อีกอุปกรณ์ผ่านการเจาะเข้าไปสั่งการที่ Android Debug Bridge (ADB) ในตอนนี้คาดว่า มีอุปกรณ์ที่ติดเชื้อสูงขึ้นเป็นเท่าตัวใน 12 ชม. และในตอนที่บทความจาก ETHNews ซึ่งเป็นบทความอ้างอิงเผยแพร่ออกมาพบว่า น่าจะมีประมาณ 7,000 เครื่องที่ติดเชื้อ

สมาร์ทโฟน Android และกล่องทีวีเป็นอุปกรณ์ 2 ประเภทที่พบว่าเกิดการแพร่ระบาด แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า อุปกรณ์อื่นๆ จะปลอดภัยหรือไม่ ในเบื้องต้นทีมนักวิจัยได้ทำการทดลอง และพบว่าไวรัสตัวนี้คัดลอกตัวเองผ่านคำสั่งใน ADB เหมือนที่กล่าวไปในข้างต้น และเมื่อมัลแวร์สามารถเข้าถึงได้แล้ว มันจะรัน Monero ซึ่งจะนำเงินคริปโตไปสู่กระเป๋าเงินดิจิตอลของผู้โจมตี

ณ ตอนนี้ อุปกรณ์ที่ได้รับมัลแวร์ชนิดนี้เกือบทั้งหมดอยู่ในแถบประเทศจีน โดย 39% ในนั้นรวมถึงฮ่องกงและไต้หวัน และอีก 39% อยู่ที่เกาหลีครับ

ที่มาข้อมูล:www.beartai.com

09/02/2018

5โรคคนติดมือถือ

1) โรคเศร้าจากเฟซบุ๊ก

ว่ากันว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนเล่นเฟซบุ๊กมากที่สุดในโลกหรือราว 12 ล้านคน ส่วนทั้งประเทศมี
ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด 18 ล้านคน คิดเป็น 27% ของประชากรทั่วประเทศ จัดอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก
การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน นำโดยศาสตราจารย์ อีธาน ครอสส์ ได้รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 82 คน ซึ่งใช้บริการเฟซบุ๊กบนสมาร์ทโฟนเป็นประจำ พบว่าการใช้ เฟซบุ๊ก มากเกินไปอาจกลายเป็นการบั่นทอนความสุขและความพึงพอใจในการดำรงชีวิต เช่น โดดเดี่ยว เศร้า และเหงาหงอยมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดความรู้สึกว้าเหว่ สอดคล้องกับงานวิจัยจากเยอรมนี เมื่อต้นปีที่พบว่า 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เฟซบุ๊ก มีทัศนคติต่อตัวเองในแง่ลบ เนื่องจากเห็นการอัพเดตสถานะของเพื่อน ทั้งในด้านการงานและชีวิตส่วนตัวที่มีแต่ความสำเร็จและความสุข ใครที่กำลังเริ่มหดหู่ เศร้า เริ่มออกห่างจากเฟซบุ๊กด่วน!

2) ละเมอแชท (Sleep-Texting)

ถือเป็นโรคใหม่ที่เกิดจากการใช้สมาร์ทโฟนอีกเช่นกัน และโรคนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะสามารถตามไปหลอกหลอนหรือป่วน แม้กระทั่งตอนที่คุณเข้านอนแล้ว เราสามารถเรียกโรคนี้ ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า อาการติดแชทแม้ขณะนั้นตัวเองกำลังหลับอยู่

การศึกษาในต่างประเทศพบว่า Sleep-Texting เป็นอาการชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการพิมพ์ข้อความแชทในมือถือของผู้ที่เข้าขั้น "ติด" อาการนี้จะเกิดขึ้นในขณะหลับ และเมื่อได้ยินเสียงข้อความส่งมา ร่างกายและระบบประสาทจะตอบสนองด้วยการหยิบมือถือมาแล้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไปในทันที ซึ่งผู้ใช้จะอยู่ในสภาวะ กึ่งหลับกึ่งตื่น เป็นเหตุให้เมื่อตื่นขึ้นมาจะจำอะไรไม่ได้ว่าทำอะไรหรือพิมพ์อะไรไปบ้าง และข้อความนั้นก็เป็นข้อความที่ไม่สามารถจับใจความได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ร่างกายที่อ่อนแอจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดโรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และอาจส่งผลกระทบในการเรียนหรือ การทำงานด้วย

ด้วยเหตุนี้ หากจะเล่นไลน์ เฟซบุ๊ก วอทแอพ หรือวีแชต ก็ควรทำแต่พอดี แต่หากคุณติดงอมแงมก็ควรตัดใจปิดมือถือ ปิดเสียง หรือปิดสัญญาณ WiFi และ 3G ไปเลยก่อนนอนเพื่อการพักผ่อนที่เต็มที่

3) โรควุ้นในตาเสื่อม

สำหรับบางคนอาจจะต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง และบางคนก็จ้องแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนไม่วางตาจากการทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต แชท หรือเล่นเกม อาจทำให้เกิดโรควุ้นในตาเสื่อมได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่า มีผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วกว่า 14 ล้านคน

โรคนี้เกิดขึ้นจากการใช้สายตาที่มากจนเกินไป โดยปกติแล้วในสมัยก่อนโรคนี้ส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุปัน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากขึ้น และไม่จำกัดช่วงอายุวัย อาการสำคัญคือเวลามองจะเห็นภาพเป็นคราบ ดำๆ คล้ายหยากไย่ ซึ่งการตรวจสอบจะมองเห็นได้ชัดเจนในที่ๆ เป็นพื้นที่สีสว่างๆ เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ผนังห้องขาวๆซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ จะทำให้เกิดอาการปวดตา และมีปัญหาด้านสายตาในที่สุด ให้พักสายตาโดยการหลับตา แล้วเกือกตาไปมา ซ้าย ขวา บน ล่าง และหลับให้นิ้งประมาณ 5 นาที อย่าลืมออกไปสูดอากาศผ่อนคลาย และมองดูอะไรเขียวๆ ซึ่งได้ผลถึง 70%ทีเดียวค่ะ

4) โนโมโฟเบีย (Nomophobia)

เป็นโรคหวาดกลัวการไม่มีมือถือใช้ติดต่อสื่อสาร รวมถึงความเครียดเมื่อมือถืออยู่ในจุดอับสัญญาณจนติดต่อใครไม่ได้ Nomophobia มาจากคำว่า "no-mobile-phone phobia" ซึ่งจัดเป็นโรคกลัวทางจิตเวช เพราะมีอาการวิตกกังวลหรือกลัวเกินกว่าปกติ

อาการโดยทั่วไปที่สามารถเช็คได้ง่ายๆ ว่าคุณเข้าขั้นเป็นโรคนี้หรือเปล่าก็คือ เกิดอาการเครียด วิตกกังวล ตัวสั่น หายใจไม่สะดวก คลื่นไส้เมื่อไม่มีโทรศัพท์ อยู่ในจุดอับสัญญาณ หรือแบตเตอรี่หมด นอกจากนี้ยังแสดงอาการด้วยการหยิบสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ขึ้นมาเช็คอยู่ตลอดเวลา ติดการส่งข้อความและการโพสต์ข้อความผ่านสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ว่างไม่ได้ สเตตัส เช็กอิน โพสต์รูป ฯลฯ ต้องมีให้เห็น ที่สำคัญไม่เคยปิดมือถือเพราะกลัวพลาดการอัพเดทเรื่องราวต่างๆ

ในปัจจุบัน จากการสำรวจของทั่วโลกพบว่ามีคนเป็นโรคนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย วัยรุ่น วัยทำงาน จะเป็นมากกว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ในคนไทยประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มเยาวชนจะติดมือถือ และชอบเล่นไลน์ หรือเฟซบุ๊ก และถ้าหากเป็นมากก็คงต้องปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา ไม่เช่นนั้นโรคอื่นๆ จะตามมาอีกเพียบ

5) สมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face)

สมาร์ทโฟนเฟซ หรือโรคใบหน้าสมาร์ทโฟน แต่เป็นโรคที่เกิดจากการก้มลงมองและจ้องไปที่สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากจนเกินไป เหตุนี้เองจึงทำให้เกิดการยืดของเส้นใยอิลาสติกบนใบหน้าทำให้แก้มบริเวณกรามเกิดการย้อยลงมา ส่วนกล้ามเนื้อบริเวณมุมปากจะตกไปทางคาง

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะการนั่งก้มหน้ามองสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอและเพิ่มแรงกดบริเวณแก้ม จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้นมา และจะเห็นชัดเจนเมื่อถ่ายภาพด้วยตัวเอง

แก้อาการติดโซเชียลมีเดีย

1. ยอมรับว่าตัวเองติดซะก่อน ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนที่ต้องคอยเข้าเว็บพวกนี้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง รู้ตัวไว้เถอะว่า..คุณติดโซเชียลมีเดียเข้าซะแล้ว

2. จำกัดเวลาเล่น จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ว่าไป โดยค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ตามความเหมาะสมเพียงเท่านี้ก็จะไม่ติดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือทั้งวันอย่างเมื่อก่อนแล้วล่ะ

3. หางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำ เพื่อเบนความสนใจของตัวเองเสียหน่อย ก็ควรมองหางานอดิเรกใหม่ ๆ ออกกำลังกาย ทำสวน อ่านหนังสือ อาจช่วยให้คุณเพลินจนลืมท่องโซเชียลมีเดียไปเลยก็ได้

4. อย่าจดจ่อกับโซเชียลมีเดียมากนัก เช่น หลังโพสต์รูปอัพเดทสเตตัสไปแล้วก็ต้องนั่งเฝ้าอยู่หน้าจอคอมทั้งวันเพื่อจะได้รู้ว่ามีใครมากดไลค์หรือคอมเม้นท์ให้ตัวเองบ้างแบบนาทีต่อนาทีทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเราสักหน่อยแถมยังทำให้เรายิ่งกลายเป็นคนที่เอาความคิดเห็นของคนรอบข้างมาเป็นใหญ่กว่าความคิดของตัวเองโดยไม่รู้ตัวอีกต่างหาก

ที่มา:
http://www.childmedia.net

09/02/2018

รู้จักโรค โนโมโฟเบีย (nomophobia)โรคสุดฮิตของคนใช้สมาร์ทโฟน
โนโมโฟเบีย (Nomophobia) มาจากคำว่า "no mobile phone phobia" เป็นศัพท์ที่หน่วยงายวิจัยทางการตลาดขนาดใหญ่ (YouGov) บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2010 เพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัว วิตกกังวลเมื่อขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อสื่อสาร และอาการนี้กำลังถูกเสนอจัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวล

โนโมโฟเบียส่งผลให้เสี่ยงต่อสารพัดโรค และอาการผิดปกติทางร่างกาย

นิ้วล็อก เกิดจากการใช้นิ้วมือกด จิ้ม เขย่า สไลด์ หน้าจอติดต่อกันนานเกินไป ทำให้มีอาการปวดข้อมือ ข้อมืออักเสบ เส้นเอ็นยึด เกิดพังพืด ถ้ารู้สึกว่ากำนิ้วมือแล้วเหยียดนิ้วไม่ได้นั่นคือสัญญาณเตือนว่าควรรีบไปพบแพทย์

อาการทางสายตา เกิดอาการสายตาล้า ตาพร่า ตาแห้ง จากการเพ่งสายตาจ้องหน้าจอเล็กๆ ที่มีแสงจ้านานเกินไป หรือเกิดอันตรายจากแสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์ (Blue Light) ที่ถ้าหากสัมผัสแสงนี้ไปนาน ๆ อาจส่งผลให้วุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อมหรือตาบอดจากAge macular degeneration (AMD) ได้

ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ เพราะในการใช้งานโทรศัพท์ คนส่วนใหญ่จะก้มหน้า ค้อมตัวลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่หดตัวผิดปกติ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากเล่นนานๆ อาจมีอาการปวดศีรษะตามมา

หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ท่าทางการใช้โทรศัพท์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการก้มหน้า อาจทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถพยุงกระดูกได้ดี อีกทั้งการไม่ออกกำลังกายก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้กระดูกบางหรือทรุด สองสาเหตุนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่ทำให้เกิดอาการโรคกระดูกต้นคอเสื่อม (C-Spine spondylosis)

โรคอ้วน แม้การใช้โทรศัพท์จะไม่ได้ทำให้เกิดโรคอ้วนโดยตรง แต่การนั่งเล่นโทรศัพท์ทั้งวันโดยแทบไม่ลุกเดินไปไหน ก็จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคเรื่อรังอื่น ๆ ได้

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ใน Ban Bang Kho Ba?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


มบ. เพอร์เฟคพาร์คพระราม5-บางใหญ่
Ban Bang Kho Ba
11140