AmazieFintech

AmazieFintech

แชร์

Amaziefintech

12/08/2022

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการ ผู้บริหาร นักธุรกิจ และพนักงาน
บริษัท อาเมสซี่ โฮลดิ้ง อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

08/08/2022

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายคนเริ่มรู้จักเทคโนโลยี NFT หรือ Non Fungible Token กันมากขึ้น เพราะภาคธุรกิจและโลกแฟชั่นต่างอ้าแขนรับพากันทำสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่นออกมาเป็น NFT โดยผุดสินค้าเวอร์ชวล (เสมือนจริง) ออกมากันจำนวนมาก ตั้งแต่รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า หรือแม้แต่ที่ดิน NFT ก็สร้างมูลค่านับพันล้านมาแล้ว

ล่าสุด "ไปรษณีย์ไทย" ไม่ยอมตกขบวนเทคโลโลยี ประกาศเปิดจองแสตมป์ชุด "คริปโตแสตมป์" "แสตมป์ NFT ดวงแรกของ ASEAN" ซึ่งถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไปรษณีย์ไทย ที่ก้าวข้ามจากสแตมป์ในรูปแบบ Physical ขยับไปสู่สู่ความเป็นดิจิทัลบนบล็อกเชน

การเปิดตัวครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของไทยและอาเซียน ที่จัดทำแสตมป์คู่ขนานกัน ระหว่างแผ่นแสตมป์ที่นำมาใช้งานได้ตามปกติกับแสตมป์ในโลกเสมือนจริง ซึ่งจะถูกเก็บอยู่ในบล็อกเชน และมีมูลค่าซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ต่างจากการสะสมแสตมป์แบบดั้งเดิม เป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่ได้ก้าวข้ามการจัดสร้างแสตมป์ในรูปแบบดวงตราไปรษณียากรสู่ความเป็นดิจิทัล

เพราะทำขึ้นในโอกาสที่ไปรษณีย์ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 140 คริปโตแสตมป์จึงมีออกมาจำกัดเพียง แค่ 50,000 ชิ้น โดยแต่ละชิ้นจะมีสีสัน และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนใครในโลก โดยเปิดเปิดจองแสตมป์ คริปโทแสตมป์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เริ่มจัดส่ง 14 ส.ค.65 เป็นต้นไป
https://www.thailandpostmart.com/

#สแตมป์ #คริปโทสแตมป์ #คริปโต #คริปโทเคอร์เรนซี


ข้อคิดเห็นส่วนตัว และเรียบเรียงโดย Money Fin
Disclaimer: This is for information and education purpose only. Money Fin doesn't provide any financial and investment advice or ideas. We don't hold any authority on the information provided.

08/08/2022

Token VS Coin ต่างกันอย่างไร ?

สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งลงสนามบิทคอยน์ อาจจะยังงงว่า Token กับ Coin นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร และเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถดูได้จากตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้ง 2 หน่วยดิจิทัล



08/08/2022

เศรษฐพุฒิ แจงส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักทำบาทอ่อน ชี้ทุนสำรองฯ หดเกิดจากดอลลาร์แข็ง ไม่ได้แทรกแซงหนัก :

เศรษฐพุฒิ ผู้ว่า ธปท. ระบุ ค่าเงินบาท อ่อนเพราะดอลลาร์แข็ง ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ทุนไหลออก ชี้ทุนสำรองฯ ไทยหดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางมูลค่าสินทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ยันเสถียรภาพไทยแกร่งห่างไกลซ้ำรอยวิกฤตปี 40
ค่าเงินบาทในวันที่ (22 กรกฎาคม) ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางอ่อนค่า โดยเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 36.78 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 36.86 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา

ล่าสุด เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการชี้แจงถึงสถานการณ์เงินบาทกับสื่อมวลชนในงาน Meet the Press โดยระบุว่า ขณะนี้มีความเข้าใจผิดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่กว้างขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ทำให้เงินบาทอ่อน แบงก์ชาติต้องเข้าแทรกแซงทำให้เงินทุนสำรองลดลง ทำให้เสถียรภาพทางการเงินของไทยเปราะบางคล้ายช่วงวิกฤตปี 40 ซึ่งไม่เป็นความจริง

ผู้ว่า ธปท. ชี้แจงว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อเงินทุนไหลออก แต่ยังมีปัจจัยอื่น เช่น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพของเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยหากนับจากต้นปีที่ผ่านมา ไทยยังมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐฯ เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย ยังเผชิญเงินทุนไหลออกที่ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 3 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

“ประเทศที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วถึง 5 ครั้งอย่างเกาหลีใต้ก็ยังมีปัญหาค่าเงินอ่อนกว่าไทย เงินบาทอ่อนค่าจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเป็นหลักในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ไทยมีเงินทุนไหลเข้าเงินบาทก็ยังอ่อนค่า ส่วนต่างดอกเบี้ยจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้บาทอ่อนเหมือนที่มีการเข้าใจผิดในเวลานี้” เศรษฐพุฒิกล่าว

เศรษฐพุฒิยังชี้แจงถึงตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่ปรับลดลงราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์นับจากต้นปีว่า สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการตีมูลค่าของสินทรัพย์ (Valuation) ของเงินทุนสำรองฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะเงินสกุลดอลลาร์แข็งค่าขึ้น รวมถึงทองคำที่มีมูลค่าลดลงราว 5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์

ผู้ว่า ธปท. ระบุอีกว่า ปัจจุบันไทยยังมีเงินทุนสำรองฯ อยู่ที่ 2.47 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 51% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ขณะที่เสถียรภาพการเงินของไทยก็มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมากจากปี 2540 เห็นได้จากสัดส่วนเงินทุนสำรองฯ ต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นปัจจุบันที่สูงถึง 2.6 เท่า และเงินทุนสำรองฯ ต่อมูลค่าการนำเข้าที่สูงถึง 9.6 เท่า ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก็มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

“สถานการณ์ของเราตอนนี้ต่างจากช่วงวิกฤตปี 40 สิ้นเชิง ย้อนไปตอนนั้นเรามีเงินทุนสำรองฯ เพียง 9 พันล้านดอลลาร์ ทุนสำรองฯ ต่อหนี้ต่างประเทศระยะสั้นและทุนสำรองฯ ต่อมูลค่าการนำเข้าติดลบ ดังนั้นการไปพูดว่าเงินทุนสำรองฯ เราลดลงจะกระทบเสถียรภาพการเงินจนเกิดวิกฤตแบบปี 40 จึงไม่เป็นความจริง” เศรษฐพุฒิกล่าว
เศรษฐพุฒิระบุว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในเวลานี้ไม่ถือว่าน่ากังวล เพราะเป็นการอ่อนค่าตามกลไกตลาด ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไร ขณะเดียวกัน การที่ไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระดับทุนสำรอง หนี้ต่างประเทศที่ต่ำ แนวโน้มเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว ก็น่าจะทำให้เงินบาทไม่ตกเป็นเป้าโจมตี

“เรายังมองว่าเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายไม่ใช่ความเสี่ยงที่จะกระทบเสถียรภาพจนทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยสะดุด บาทอ่อนอาจจะไปซ้ำเติมในมุมเงินเฟ้อผ่านการนำเข้าสินค้ามากกว่า แต่การที่ไทยใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวไม่มีเป้าอัตราแลกเปลี่ยน เราก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพียงแต่บางจังหวะเราก็ต้องเข้าไปดูแลให้การปรับเปลี่ยนไม่เร็วเกินไปจนคนปรับตัวไม่ทัน” เศรษฐพุฒิกล่าว

ผู้ว่า ธปท. ยังระบุอีกว่า อยากเห็นภาคธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) เพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าค่าเงินในระยะข้างหน้ามีโอกาสแกว่งตัวแรงหรือกลับทิศได้เมื่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ถึงจุดพีค ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นอารมณ์ของตลาดจะเปลี่ยนไป อาจกังวลเงินเฟ้อน้อยลง และมองว่า Fed เหยียบเบรกแรงเกินไปหรือเปล่า ทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงเร็ว การป้องกันความเสี่ยงเอาไว้จะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนได้

“ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยส่วนใหญ่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่ธุรกิจขนาดเล็กยังมีจำนวนไม่มาก ซึ่งขณะนี้ ธปท. ก็อยู่ระหว่างหาแนวทางที่จะช่วยให้การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทำได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง” เศรษฐพุฒิระบุ

นอกจากนี้ ผู้ว่า ธปท. ยังระบุถึงแนวทางการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติของไทยว่าจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากบริบทเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างจากในสหรัฐฯ และยุโรปที่เศรษฐกิจฟื้นตัวรุนแรง ทำให้โจทย์ของธนาคารกลางในประเทศเหล่านั้นคือการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัว
“โจทย์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ทำให้การปรับนโยบายหรือการขึ้นดอกเบี้ยของเราจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องทำอย่างยืดหยุ่น เหมาะสม ถามว่าเรา Behind the Curve หรือไม่ ตอบเลยว่าไม่ เพราะบริบททางเศรษฐกิจต่างกัน” เศรษฐพุฒิระบุ

ผู้ว่า ธปท. ย้ำว่า การปรับดอกเบี้ยของไทยจะต้องไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป เพราะถ้าเร็วเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะเดียวกันหากขึ้นช้าเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อคาดการณ์เงินเฟ้อ ตลาดอาจมองว่า ธปท. ไม่มีความมุ่งมั่น หรือ Commitment ในการดูแลเงินเฟ้อ ทำให้เงินเฟ้อวิ่งสูงขึ้นอีก
ขณะเดียวกันการปรับนโยบายก็จะต้องทำอย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม โดยมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของ ธปท. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นแบบกว้างและปูพรม เช่น การยืดหนี้ การลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) และการห้ามธนาคารพาณิชย์ปันผล ได้ทยอยถูกถอดออกไปแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของนโยบายให้ความช่วยเหลือที่ ธปท. มองว่ายังมีความจำเป็นต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู พักทรัพย์พักหนี้ และมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว รวมถึงโครงการคลินิกแก้หนี้ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ต่างๆ จะยังคงเก็บไว้

“มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์พักหนี้จะมีอยู่ถึงเดือนเมษายนปีหน้าเป็นอย่างน้อย เมื่อถึงตอนนั้นถ้าเรามองว่า SMEs หรือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ไม่ดีพอ หากจำเป็นต้องต่อมาตรการเราก็จะต่อ เราประเมินว่าด้วยเครื่องมือและช่องทางต่างๆ ที่เรามีอยู่ในขณะนี้เพียงพอจะช่วยกลุ่มเปราะบางได้ แต่เราต้องบริหารจัดการและนำมาใช้ให้เต็มที่” ผู้ว่า ธปท. กล่าว

Source: Standard Wealth
https://thestandard.co/bot-explains-interest-difference/

เพิ่มเติม
- ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (Meet the Press) หัวข้อ Policy Normalization : ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม 2565
ธนาคารแห่งประเทศไทย : https://www.bot.or.th/.../Pages/Meetthepress02_65.aspx


#เงินเฟ้อ #ค่าเงินบาท #ดอลลาร์แข็ง #อัตราดอกเบี้ย

08/08/2022

ผลการสำรวจ "การจ่ายด้วย Cryptocurrency" 85% ของบริษัทที่มีรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ใช้Cryptocurrency ในการชำระเงิน เพื่อดึงดูดและรักษาลูกค้าใหม่
ในทางกลับกัน 82% ของธุรกิจทั้งหมดที่เข้าร่วมการสำรวจ กล่าวว่าพวกเขายอมรับ cryptocurrency เนื่องจากได้ตัดคนกลางออกไป
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเผยให้เห็นว่า 77% ของธุรกิจที่ทำการสำรวจ ให้ความสนใจที่จะใช้งาน crypto เนื่องจากต้นทุนในการทำธุรกรรมลดลง
จากผลการศึกษา ค่าธรรมเนียมในการดำเนินธุรกรรมคริปโตเคอเรนซีอยู่ที่ประมาณ 1% ซึ่งถูกกว่าค่าใช้จ่ายทั่วไป 1.5% ถึง 3.5% ที่เรียกเก็บจากรูปแบบการชำระเงินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต

ข้อคิดเห็นส่วนตัว และเรียบเรียงโดย Money Fin
Disclaimer: This is for information and education purpose only. Money Fin doesn't provide any financial and investment advice or ideas. We don't hold any authority on the information provided.


08/08/2022

Never Give Up
"คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนเป็นคนที่ไม่เคยหยุดก้าวเดิน พวกเขาต่างเคยทำพลาด แต่ก็ไม่เคยคิดล้มเลิก ”
― คอนราด ฮิลตัน (Conrad Hilton)
Conrad Hilton ผู้นำแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง Hilton hotels&resorts


05/08/2022

เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เตรียมไฟเขียวต่างชาติลงทุน 40 ล้าน ถือครองที่ดินไม่เกิน 1 ไร่

นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย กล่าวในงาน Property Inside 2022 ทางรอดอสังหาฯ หลังโควิด-ไฟสงคราม ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยอยากมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจเรื่องอสังหาริมทรัพย์
รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเปิดทางต่างชาติใช้เงินลงทุน 40 ล้านบาท ลงทุนไม่น้อยกว่า 3 ปี ซื้อบ้านพร้อมที่ดินได้ 1 ไร่ แต่ยังขอคงเพดานต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมได้ไม่เกิน 49%

"รัฐบาลหวังว่าถ้าได้กระตุ้นเศรษฐกิจกัน โดยใช้การบริโภคภายใน หรือใช้กลไกของอสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขอาคารชุดที่เหลือ ประมาณ 90,000-100,000 ยูนิต มูลค่าทางเศรษฐกิจเบื้องต้นเกือบ 400,000 ล้านบาท..."
"ถ้าเราสร้างให้เกิดการหมุนเวียน ทำให้จำนวนยุติที่ว่างอยู่ได้จำหน่ายออกไป มันก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ อันนี้ถือเป็นตัวหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของบ้านเรา" นายนิพนธ์ กล่าว

กรมที่ดินพยายามจะหามาตรการต่างๆ มากระตุ้น จูงใจเพื่อซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เนื่องจากเขายังมีกำลังซื้ออยู่มาก อสังหาฯ บ้านเราไม่ใช่มีราคาแพงถ้าเทียบกับที่อื่น การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกลไกอสังหาริมทรัพย์ที่คงเหลือคอนโดหรือห้องชุดเกือบ 1 แสนยูนิตมีมูลกว่าเกือบ 4 แสนล้านบาท มันจะช่วยให้ยูนิตที่ว่างอยู่ได้จำหน่ายออกไปและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราได้ ผลกระทบจากโควิดและสงครามรัสเซียฯ ส่งผลกับไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การผ่อนปรนมาตรการเช่น ภาษีที่ดินซึ่งเป็นรายได้ท้องถิ่น ถือเป็นรายได้ของเขา
รองรับต่างชาติศักยภาพสูง

การเปิดเผยถึงมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กระทรวงมหาดไทยออกประกาศ เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางกลุ่มเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าประเทศไทย ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2565 จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย. 2565
อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวเป็นผลจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2565
เพื่อดึงดูดดชาวต่างชาติคุณภาพสูง 4 กลุ่ม ดังนี้ ได้แก่

1.กลุ่มประชากรผู้มีความมั่งคั่งสูง
2.กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ
3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ
4. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษสามารถพำนักและทำงานในประเทศไทยได้
โดยกลุ่มเหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการพำนักระยะยาว (Long-term resident visa : LTR Visa) อายุการตรวจลงตรา 10 ปี และเสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียวในอัตรา 50,000 บาท จากเดิม 100,000 บาท

กรมที่ดินอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงประเทศไทย พ.ศ…. ตามมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้
*ต้องเป็นคนต่างด้าวตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสุดประเทศไทย

*นำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท
*ต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 3 ปี ในธุรกิจหรือกิจการประเภทที่กำหนด (เช่นลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่จัดขึ้นตาม พ.ร.บ. ทรัสต์เพื่อธุรกรรม ในตลาดทุน พ.ศ. 2550)

*คนต่างด้าวประสงค์ได้ที่ดิน รวมไม่เกิน 1 ไร่และใช้เป็นที่อยู่อาศัย
ส่วนประเด็นเรื่องลดค่าธรรมเนียมการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินหรืออาคารชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท จะได้สิทธิลดหย่อนค่าธรรมเนียมจาก 2% เป็น 0.01% ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย มีผลบังคับใช้ 18 มกราคม ใช้เฉพาะผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดจะให้คนต่างชาติใช้สิทธิเรื่องนี้
จีนครองแชมป์ต่างชาติถือครองห้องชุดในไทย

สถิติล่าสุดจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ถึงสถานการณ์การถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่างชาติ ทั่วประเทศในปี 2564 มูลค่ารวมทั้งสิ้น 39,727 ล้านบาท (กรุงเทพฯ - ปริมณฑล 29,795 ล้านบาท / ภูมิภาค 9,932 ล้านบาท)
โดยตั้งแต่ปี 2561-2564 จีนเป็นสัญชาติที่ถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั่วประเทศมากที่สุด

ในปี 2564 จีนถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุด รวมมูลค่า 22,875 ล้านบาท (ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล 19,588 ล้านบาท จำนวน 3,526 ยูนิต)
การถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดคนต่างชาติ (กรุงเทพฯ - ปริมณฑล) ปี 2564

จีน 19,588 ล้านบาท
วานูอาตู 1,111 ล้านบาท
สิงคโปร์ 786 ล้านบาท
ไต้หวัน 740 ล้านบาท
สหรัฐอเมริกา 724 ล้านบาท
อินเดีย 691 ล้านบาท
สหราชอาณาจักร 623 ล้านบาท
ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล, Property Inside 2022
กรมที่ดิน รวบรวมและประมวลผลโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC)
ภาพ - ThinkofLiving


05/08/2022

KBank ทุ่มแสนล้าน ตั้งเป้า Challenger Bank พลิกโฉมธนาคาร

กสิกรไทย เดินหน้าเชิงกลยุทธ์มูลค่า 1 แสนล้านบาท มุ่งขยายโอกาสการเข้าถึงบริการธนาคาร ให้กับคนไทย และคนที่มีธุรกิจเล็กๆ
ธนาคารถึอเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ปรับตัวเข้ามาสู่โลกเทคโนโลยีในรูปแบบ FinTech แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถให้บริการได้เต็ม 100% นั่นจึงทำให้ Startup เริ่มผันตัวสู่การเป็น Challenger Bank ที่ให้บริการธนาคารได้อย่างเต็มรูปแบบบนระบบดิจิทัล และทำให้ KBank ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด FinTech จำเป็นต้องปรับตัวกับการ Disrupt ในครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยให้เหล่า Challenger Bank มาเป็นส่วนหนึ่งของ KBank ภายใต้การลงทุนเชิงกลยุทธ์กว่า 1 แสนล้านบาท

เรียกได้ว่าเป็นระลอกที่ 2 ของการ Disruption ในธุรกิจธนาคาร หลังจากที่ครั้งก่อนกลุ่มธุรกิจ Non Bank จะเปิดตัวบริการ e-Wallet จนทำให้ธนาคารหลายแห่งต้องปรับตัวขนานใหญ่ จนนำไปสู่การใช้จ่ายแบบ Digital Payment แต่ด้วยรูปแบบธุรกิจธนาคารที่ยังมีความละเอียดอ่อนในเรื่องของความเชื่อมั่น ทำให้หลายกระบวนการยังคงช้า โดยเฉพาะการขอสินเชื่อ โดยการ Disrupt ครั้งใหม่มาจากกลุ่ม Startup ที่หลอมรวมความเชี่ยวชาญของหลาย Startup จนนำไปสู่ Challenger Bank

Challenger Bank คืออะไร
จุดเริ่มต้นมากจากยุโรป เมื่อเหล่า Startup ด้าน FinTech มองเห็นจุดอ่อนของระบบธนาคาร ที่แม้จะหันมาให้ความสำคัญกับระบบดิจิทัลแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในกระบวนการต่างๆ ที่มีความล่าช้า เช่น การตรวจสอบเพื่อขอสินเชื่อ เป็นต้น

ซึ่ง Startup FinTech เหล่านี้สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่า มีความคล่องตัวมากกว่า และยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ และพร้อมที่จะขยายศักยภาพด้วยการจับมือกับ Startup FinTech รายอื่นๆ ซึ่งจะเข้ามา Disruption ธุรกิจธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของเทคโนโลยีและกระบวนการที่รวดเร็วกว่า นั่นจึงทำให้ธนาคารต้องเร่งแก้ปัญหาความล่าช้า รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค

KBank ลงทุนแสนล้านเตรียมพลิกโฉมดิจิทัลไปอีกขั้น
ธนาคารกสิกรไทย (KBank) มองเห็นการ Disruption และความต้องการของลูกค้า เดินหน้าลงทุนโครงการเชิงกลยุทธ์มูลค่า 1 แสนล้านบาท โดยเน้นมุ่งขยายโอกาสการเข้าถึงบริการธนาคารให้กับคนไทยและผู้ประกอบการธุรกิจ SME ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการของธนาคาร หรืออาจยังใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยจะเร่งลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการผนึกกำลังพาร์ทเนอร์เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับองค์กรไปอีกขั้น และยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการธนาคาร
คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ชี้ว่า “เราเป็นธนาคารที่มีจุดแข็งไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว มีทั้งความมั่นคงและเชื่อถือได้ และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มตามแบบฉบับของธนาคารในปัจจุบัน สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือการหลอมรวมเอา DNA ของ Challenger Bank ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารกสิกรไทย
Challenger Bank ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เขย่าวงการธนาคารในระดับโลก ซึ่งท้าทายธนาคารแบบปัจจุบันด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทำให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของธนาคารได้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน Challenger Bank ยังดึงดูดลูกค้าของธนาคารในปัจจุบันให้หันมาใช้บริการ Challenger Bank มากขึ้น โดยกำจัดกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน มอบการให้บริการที่รวดเร็วกว่า ใช้งานง่ายกว่า และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ตลอดเวลา

สำหรับปีนี้และในอีก 2 ปีข้างหน้า ธนาคารกสิกรไทยจะลงทุนประมาณ 22,000 ล้านบาท ในด้านระบบต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติมจากที่เคยลงทุนไปแล้ว 12,700 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ในอีก 12 เดือนข้างหน้านี้ อาจจะมีการปิดดีลซื้อกิจการและความร่วมมือในเชิงพาณิชย์กับกิจการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 2-5 ดีล โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท

พลิกโฉมบริการ 3 ปรากฏการณ์ “ครั้งแรก”
- พิจารณาปล่อยกู้ง่าย-รวดเร็วขึ้น แบงก์แรกทดลองปล่อยกู้ไม่มีสลิปเงินเดือน
กำลังบุกเบิกเรื่องการปล่อยสินเชื่อเฉพาะทาง ที่เรียกว่า buy-now-pay-later ให้กับผู้ที่ทำงานอิสระ หรือ ไม่มีเอกสารยืนยันรายได้ โดยจะพิจารณาอนุมัติจากข้อมูลอื่น ๆ แทน
- ปล่อยกู้ผ่านโซเชียลมีเดีย
- รุกต่างจังหวัด-ผนึกร้านขายของชำ

ที่มา : marketingoops.com



05/08/2022

Nubank ธนาคารดิจิทัลใหญ่ที่สุดของบราซิล ที่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เลือกลงทุน
สตาร์ตอัพ “ฟินเทค” ที่ปฏิวัติธนาคารทั้งประเทศบราซิล
ขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังก่อตั้งเมื่อปี 2013
ล่าสุด Nubank ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์การซื้อ ถือ และขายคริปโตในแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา
เริ่มต้นด้วย BTC / ETH รองรับกลุ่มผู้ใช้กว่า 54 ล้านคนทั่วบราซิล เม็กซิโก และโคลัมเบีย สามารถ “ซื้อ ถือ และขายสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดได้จากแอปเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีใหม่หรือโอนเงินเพื่อทำการซื้อ”

“ประเทศบราซิล” จัดว่าเป็นประเทศที่มีต้นทุนทางการเงินสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกซึ่งก็สวนทางกับระดับรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเลยทำให้มีคนบราซิลมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน
แต่ก็ได้มีสตาร์ตอัพด้าน ฟินเทค บริษัทหนึ่งชื่อว่า Nubank ที่ได้เข้าไปทลายกำแพงการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับคนบราซิลได้สำเร็จ จนตอนนี้ ก็ได้ก้าวไปเป็นสตาร์ตอัพระดับโลก

ธนาคารคาดว่าบริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลนี้ จะค่อยๆพร้อมใช้งานสำหรับลูกค้าในบราซิลโดยเริ่มในเดือนพฤษภาคม 2022 และจะเข้าถึงฐานลูกค้าทั้งหมดภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2022
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีนโยบายจัดศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับลูกค้าที่สนใจในการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุนอย่างถูกต้องและเข้าใจ

ความร่วมมือระหว่าง Nubank กับ Paxos :
การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของ Nubank ได้ดำเนินการร่วมกับ Paxos ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานบล็อคเชนที่ได้รับการควบคุมซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและนายหน้าในการดูแลตามประกาศ
Charles Cascarilla ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Paxos ให้ความเห็นว่า :
การที่ Nubank เข้าสู่พื้นที่การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแสดงถึงการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงสำหรับบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการเร่งให้เกิดการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลในภูมิภาคอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน David Vélez ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Nubank ให้ความเห็นว่า : สกุลเงินดิจิทัลเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในละตินอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราติดตามอย่างใกล้ชิดและเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค

Nu Holdings เพิ่ม Bitcoin ในงบดุล :
Nu Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Nubank ยังจะจัดสรรงบดุลประมาณ 1% ให้กับ bitcoin เพื่อแสดงถึงความเชื่อมั่นในสกุลเงินดิจิทัลอีกด้วย
“การเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทต่อศักยภาพในปัจจุบันและอนาคตของ Bitcoin ในการ disrupt บริการทางการเงินในภูมิภาค” Nubank กล่าว
Nubank ยังแจ้งด้วยว่าการรวมเข้ากับสกุลเงินดิจิทัลมีเป้าหมายเพื่อขยายและปรับปรุงการเข้าถึงตลาดที่กำลังเติบโตนี้ รวมถึงขจัดความซับซ้อนและอุปสรรคสำหรับลูกค้าในการซื้อ ถือ และขายสกุลเงินดิจิทัลผ่านแอปโดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีใหม่หรือโอนเงินสด
ด้วยชุดเครื่องมือ APIs – Paxos จะช่วยให้ Nubank สามารถนำเสนอบริการที่เปิดให้บริการซื้อขายคริปโตแก่ลูกค้าได้ เช่นเดียวกับ Mercado Livre และ PayPal ที่ทำร่วมกับ Paxos
Nubank มีลูกค้ามากกว่า 50 ล้านคนในบราซิลเพียงประเทศเดียว ขณะที่ Paxos ระบุว่า การเป็นหุ้นส่วนกับธนาคารดิจิทัลแสดงถึงการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญเนื่องจากละตินอเมริกามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นศูนย์กลางด้าน Crypto
ซึ่งการเติบโตของ Nubank แน่นอนว่าต้องมาควบคู่กับการระดมทุน โดยบริษัทแห่งนี้ได้รับเงินระดมทุนจากบริษัทที่มีชื่อเสียงมากมาย อย่างเช่น Goldman Sachs และ Tencent รวมไปถึงปรมาจารย์ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง Warren Buffett เองก็เป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารแห่งนี้เช่นกัน ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ Nubank ทำให้ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินและบริษัทที่มีการนำคริปโทเคอร์เรนซีมาใช้ประโยชน์อย่างโดดเด่น

ที่มา : https://news.bitcoin.com/warren-buffett-backed-nubank.../...


05/08/2022

Ant Group ของ Jack Ma เปิดตัวธนาคารดิจิทัลในสิงคโปร์ รองรับองค์กรขนาดเล็ก-กลาง

Ant Group บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง Alipay แพลตฟอร์มเพย์เมนต์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของจีนเปิดตัวธนาคารยุคใหม่ในสิงคโปร์
ตั้งชื่อว่า Anext Bank มีกำหนดเป้าหมายไปยังวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนี้ยังร่วมมือกับแพลตฟอร์มซื้อขาย Proxtera เพื่อให้บริการโซลูชั่นทางการเงินสำหรับ SME ที่ต้องการมีส่วนร่วมในการค้าต่างประเทศ

“ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว โมเดลธุรกิจกำลังเปลี่ยนแปลงและมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลก่อน หากไม่นำโมเดลไฮบริดมาใช้ บริการทางการเงินต้องพัฒนาและเป็นที่ที่ SMEs ทำธุรกิจแบบดิจิทัล”
Toh Su Mei อดีตผู้บริหารของธนาคาร DBS และ CEO ของ Anext Bank คนปัจจุบัน กล่าว

ANEXT ต้องการใช้ประโยชน์จาก “เทคโนโลยีที่ทันสมัย” ของ Ant Group เพื่อ distupt โมเดลธุรกิจในปัจจุบันมุ่งสู่การเป็นดิจิทัล หรือเป็นการนำโมเดลแบบ Hybrid มาปรับใช้ บริการทางการเงินจะต้องพัฒนาขึ้นและ SMEs ควรเป็นที่ที่สามารถทำธุรกิจแบบดิจิทัลได้

หลังจากได้รับการอนุมัติจาก Monetary Authority of Singapore (MAS) แล้ว ธนาคารดิจิทัลจึงเริ่มแสดงตัวอย่างบัญชีเงินฝากสองสกุลเงิน ซึ่งรวมถึงคุณสมบัติต่างๆ เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ 3 ปัจจัย, การเริ่มต้นใช้งานระยะไกล และความสนใจรายวัน โดยเจ้าของธุรกิจสามารถเริ่มเปิดบัญชีดังกล่าวได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2022

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีความเคลื่อนไหวคล้ายกันในฮ่องกง ในปี 2020 Ant Group เปิดตัว Ant Bank ฟินเทคเน้นผู้บริโภค หลังจากจากจัดหาใบอนุญาตธนาคารเสมือนกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน

ใบอนุญาตค้าส่งของ Ant ช่วยให้สามารถให้บริการแก่บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง และกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ และต้องมีภาระผูกพันด้านเงินทุนจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (73 ล้านดอลลาร์) เมื่อเปรียบเทียบกับใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถให้บริการลูกค้าทุกประเภท และท้ายที่สุดต้องใช้เงินทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์และการควบคุมในท้องถิ่น

Ant ร่วมมือกับ Proxtera ซึ่งเป็นหน่วยงานในท้องถิ่นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มสาธารณะที่นำโดย MAS และหน่วยงานพัฒนาสื่อ Infocomm ของสิงคโปร์ เพื่อสร้างกรอบการทำงานแบบเปิดสำหรับความร่วมมือกับสถาบันการเงิน

ความพยายามของสิงคโปร์ในการเปิดอุตสาหกรรมการธนาคารให้กับบริษัทด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกันในฮ่องกง ซึ่ง Ant และคู่แข่งของจีน ซึ่งรวมถึง Tencent Holdings Ltd. ได้รับใบอนุญาตในปี 2563
บริษัท Ant Group รายงานว่าได้เพิ่มความพยายามในการขยายธุรกิจไปทั่วโลกเป็นสองเท่าเพื่อชดเชยผลที่ตามมาจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่เติบโตช้าและในเรื่องกฎระเบียบ
ทำไมต้องสิงคโปร์?
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของบริษัท Ant มองว่า สิงคโปร์เป็นฐานที่มั่นสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนยกเลิกความพยายามในการเสนอขายหุ้น IPO ในเดือนตุลาคม 2020
สิงคโปร์มีทัศนคติที่เป็นมิตรกับคริปโตซึ่งตรงกันข้ามกับจีน โดยมีรายงานว่า MAS จะร่วมมือกับ DBS Bank และ JP Morgan Chase เพื่อแนะนำความคิดริเริ่มที่อุทิศให้กับการสำรวจ DeFi โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในความพยายามของประเทศในการเป็นศูนย์กลางของสกุลเงินดิจิทัล

อ้างอิง : https://www.bloomberg.com/.../ant-unveils-singapore...


05/08/2022

สำนักงานลงทะเบียนที่ดินแห่งชาติในโคลัมเบียได้ถูกแปลงเป็นดิจิตอลโดยใช้ห่วงโซ่ของ xrpl บล็อกของริปป์ บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวสเปนเพียร์สันเทคโนโลยีได้สร้างบล็อกตามโซลูชั่น สำนักงานที่ดินแห่งชาติ ได้เริ่มโครงการ รหัสสองมิติที่สามารถใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสินทรัพย์ดิจิตอลที่จดทะเบียนใน XPRL


ความพยายามดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้นมากกว่า 100000 คำตัดสินซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อ ว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินของประเทศ อัตราการยอมรับของบล็อกโซ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฐานข้อมูลใหม่นี้ ประชาชนทั่วประเทศจะได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล โคลัมเบียเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่ได้รับการ เข้ารหัสสกุลเงินที่รวดเร็วมาก ชิลีได้จัดอันดับที่สองในละตินอเมริกาตามสถิติที่เผยแพร่ ริปเปิดตัว XPR เครื่องมือเซิร์ฟเวอร์ API คลิโอ 1.0 เพื่อปรับปรุงการขยายตัวของข้อมูล XPL หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านเทค นิคของบริษัทโจเอล Katz ประกาศปล่อย API ตอนนี้อัตราความเร็วของแบบสอบถาม API จะได้รับการ ปรับปรุงและระดับของ scalability จะง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังหมายถึงการลดหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บ ที่ผู้ใช้ต้องจัดการ

ในคำอื่นๆที่รายงานว่าริปเป็น XRP เมื่อเร็วๆนี้มีการบันทึกสูงสุดของที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับ มากกว่าสามปี นี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ 2020 สองเดือนเฉลี่ยกิจกรรมต่อวัน XRP ที่อยู่ถึงหมื่นปิด ริปป์ของ XRP ได้ลดลงมากกว่า 26 เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดการเข้ารหัสได้ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นบิตของสกุลเงินและสินทรัพย์ที่มีคุณค่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมมูลค่าของมันได้หายไปเกือบสี่เปอร์เซ็นต์

อ้างอิง : https://apnacryptonews.com/.../columbia-welcomes-ripples.../

ข้อคิดเห็นส่วนตัว ไม่ได้เป็นการชี้นำการลงทุน
Disclaimer: This is for information and education purpose only. Money Fin doesn't provide any financial and investment advice or ideas. We don't hold any authority on the information provided.

อัพเดทความรู้ด้านการเงิน การลงทุน ยุคดิจิตอล 𝗪𝗘𝗕3.0 #𝗖𝗿𝘆𝗽𝘁𝗼 #𝗕𝗹𝗼𝗰𝗸𝗰𝗵𝗮𝗶𝗻 #𝗕𝗶𝘁𝗰𝗼𝗶𝗻 #𝗗𝗲𝗙𝗶 #𝗡𝗙𝗧 #𝗗𝗔𝗢𝘀 #𝗚𝗮𝗺𝗲𝗙𝗶 #𝗠𝗲𝘁𝗮𝘃𝗲𝗿𝘀𝗲 #𝗙𝗶𝗻𝘁𝗲𝗰𝗵 #𝗚𝗼𝗹𝗱 #𝗙𝗼𝗿𝗲𝘅


05/08/2022

หุบเขาคริปโตที่เมืองซุก สวิตเซอร์แลนด์
Zug Crypto Valley แห่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางคริปโทเคอร์เรนซีของโลก

เทคโนโลยี Blockchain และ Crypto กำลังเปลี่ยนแลงโลกอย่างช้า ๆ เพราะตั้งแต่ Bitcoin ได้เกิดขึ้นเมื่อปี 2019 มันก็เริ่ม Disrupt สิ่งเดิม ๆ และทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น

เมื่อมันเริ่มเข้ามาในแต่ละประเทศหรือแต่ละทวีปนั้น มันก็สามารถทำให้เราได้รับรู้ว่า ประเทศไหนต้อนรับคริปโตหรือเปิดรับเทคโนโลยี Blockchain บ้าง เพราะแต่ละประเทศก็มีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป แม้แต่รัฐบาลแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน

Zug: From Silicon Valley to Crypto Valley

เมือง Zug ที่ประเทศสวิสฯ เช่นเดียวกับ 'Santa Clara' ของแคลิฟอร์เนียที่เปลี่ยนชื่อเป็น 'Silicon' Valley เมื่อกลายเป็นบ้านของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต หุบเขาสวิสมีเป้าหมายที่จะกลายเป็น 'Crypto' ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทคโนโลยีบล็อคเชนและสกุลเงินดิจิทัล เงินทุนเมล็ดพันธุ์ดีๆ สติปัญญา ความสามารถ และ มันสมองจากทั่วโลกกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา
Zug จึงถูกขนานนามว่าเป็น “Crypto Valley” หรือหมู่บ้านคริปโต และในปัจจุบันมีธุรกิจ Startup ด้านคริปโตและ Blockchain อยู่หมู่บ้านนี้เป็นจำนวนหลายพันบริษัทแล้วจนตอนนี้กลายเป็น “Crypto Nation”

เห็นได้ชัดว่า Bitcoin ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์เนื่องจากรัฐบาลได้สร้างหน่วยงานเฉพาะสำหรับการสำรวจและขยายการใช้คริปโตและ Blockchain ภายในประเทศ ปัจจุบันสวิตเซอร์แลนด์เป็นแหล่งของเหรียญดัง ๆ เช่น Tezos, Ethereum และเว็บเทรด ShapeShift
จากทางเหนือ ภูมิประเทศดูเหมือนเป็นบ้านของฮอบบิท: เชิงเขาเขียวขจีไหลไปสู่ภูเขาที่มีหมอกหนา จากนั้นจะเปิดออกสู่ทะเลสาบบนเทือกเขาแอลป์ ซึ่งใสสะอาดและอบอุ่นเพียงพอในฤดูร้อนสำหรับการว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำมีขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับการปีนเขา ปั่นจักรยาน ปีนเขา ร่มร่อน และสกี/สโนว์บอร์ดในฤดูหนาว ทั้งหมดนี้อยู่หน้าประตูโรงแรม การจราจรไม่เลว การขนส่งสาธารณะและการบริการดีเยี่ยม และทุกที่ ที่สะอาดและปลอดภัยในชีวิต

เมืองซูค ซึ่งอยู่ห่างจากซูริกไปทางใต้ 25 กม. ดึงดูดใจผู้คน กลุ่มหนึ่งที่เลือก คือผู้ประกอบการที่อยู่เบื้องหลัง blockchain และที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies

จุดเริ่มต้น Crypto Valley ซึ่งเริ่มมาจากการทำ Fintech เป็นหลัก และ Service หลักของ Crypto Valley ก็คือ Fintech
Crypto สาย Fintech มาเริ่มต้นที่นี่ราวๆ 528 ราย แต่ทั้งประเทศรวม 1128 ราย และมีขนาดเศรษฐกิจ 611 Billion USD ทำให้ถูกเรียกว่า Crypto Valley และจริงๆแล้ว Swiss เป็นประเทศที่มีการกระจายตัวของ Crypto Fintech Startup อยู่ทั่วประเทศ

ต้นกำเนิดของ Crypto Valley เกิดขึ้นในปี 2013 โดยช่วงนั้นมี Startup เด่นๆหลายรายเกิดขึ้น เช่น Lykke, Bitcoin Suisse และ Monetas 'ทนายความดิจิทัล'
และจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ปี 2014 ที่ Ethereum Foundation มาตั้งที่นี่ และหลังจากนั้นตลอดไปจนถึงปัจจุบันก็ตามมากันอีกเป็นขบวน

Ether :
หลังจากที่ Vitalik Buterin โปรแกรมเมอร์ชาวรัสเซีย – แคนาดา ได้แรงบันดาลใจจากการเปิดตัว Bitcoin ในปี 2009
เค้ายอมรับ Bitcoin! ในไม่ช้าเปลวไฟก็แพร่กระจายไปยังผู้ให้บริการ อาทิเช่น สำหรับคำแนะนำทางด้านกฎหมาย Ethereum หันไปหา MME บริษัทกฎหมายในท้องถิ่น

Vitalik Buterin จึงได้ขยายบล็อคเชนที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินดิจิทัลให้เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้ในสกุลเงินอื่นได้ และใช้ในแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่สกุลเงินต่างๆได้ ด้วยอายุเพียง 20 ปี เขาย้ายจากโตรอนโตไปยังเมืองเก่าของ Zug เพื่อก่อตั้งมูลนิธิ Ethereum ซึ่งนับแต่นั้นมาได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในบล็อคเชนและสัญญาอัจฉริยะ

ICO :
จุดที่ทำให้ Swiss ทำเรื่องนี้ได้ดีมากคือมีการตั้ง Crypto Association ร่วมกันและช่วยกันผลักดันอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจังจนทำให้เริ่มมี ICO แรกในปี 2015
เริ่มมีการยอมรับการใช้ Bitcoin ในปี 2016 จนรัฐสามารถยอมรับ และให้ออก ICo Guideline ในปี 2018


สวิตเซอร์แลนด์ได้รับการจัดอันดับที่ 3 ในการระดมทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัลตาม ICO Watchlist รองจากรัสเซียและสหรัฐอเมริกา เหนือกว่าแหล่งเทคโนโลยีทางการเงินอื่นๆ เช่น ลอนดอน สิงคโปร์ และอิสราเอล


ในช่วงกลางปี 2016 ถึงปัจจุบัน เมือง Zug ประกาศว่าจะยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin แม้ว่าการทำธุรกรรม Bitcoin จริงๆจะยังมีน้อย แต่ก็เป็นสัญญาณที่ทรงพลังสำหรับผู้ประกอบการ "Zug เปิดกว้างสำหรับธุรกิจ crypto"

เริ่มมี Blockchain Bank ในปี 2019 และในปี 2021 ก็อนุญาติให้ใช้ Bitcoin ในการจ่ายภาษี จะเห็นว่าหากภาครัฐเล็งเห็นและให้ความสำคัญอย่างจริงจังก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็ว ทั้งในเรื่องของกฎหมายที่ถูกผ่านร่างในปี 2020 ซึ่งมีการจัดตั้งหน่วยงานอย่าง Swiss Blockchain Taskforce มาในปี 2017 เพิ่ง 3 ปีที่ผ่านมาเอง


Investment Opportunities in Blockchain :
โปรเจค Blockchain ต่างๆที่ผ่านมาที่ MD ของ Crypto Valley LAB ได้มีการลงทุน เช่นการลงทุนในการเก็บบันทึก Record ของสำมะโนประชากร และที่ดินใน Blockchain ที่แอฟริกาใต้ อย่างโปรเจค HouseAfrica หรือแม้กระทั่งโปรเจคที่เอา Blockchain ไปทำ Fraud Detection สำหรับการประกันภัย อย่าง BlockFrauds และโปรเจคการทำโฆษณาใน Blockchain
ผู้เล่นมากมายในอุตสาหกรรม Blockchain ช่วงแรกมาจาก Startup แต่ช่วงนี้ทางด้าน Corporate ลงมาเล่นเยอะขึ้นมาก ตัวใหญ่ๆอย่าง Grayscale, Meta, SIX, JP Morgan, Nestle, Apple, SAMSUNG, S&P Down jones, VISA และอื่นๆอีกมากมายเข้ามาสู่ตลาดนี้แล้วทั้งนั้น


การลงทุนมีหลายระดับแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ Seed, Series-A, Digital Asset Fund, Fund to Fund, Equity Share และ Defi Select ซึ่งแน่นอนว่าจะผ่านแต่ละด่านไปได้คงโหด และหินน่าดูเชียวหละครับ เพราะปีๆนึงมีคนส่งโปรเจคเข้ามากว่า 3,000 โปรเจค++ เลยทีเดียว


Crypto Valley Labs ได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะ/สำนักงานผู้ให้บริการในใจกลางเมือง Zug นักลงทุน นักบัญชี แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นก็ยินดีต้อนรับ คริปโตน้องใหม่ ด้วยปัจจัยสนับสนุนที่เปิดกว้าง


Sustainability & Well-being :
สัญญาณได้รับการสนับสนุนโดยโครงสร้างพื้นฐาน Zug เสนอคุณภาพชีวิตที่ดี ความมั่นคงยั่งยืน และการสนับสนุนทางธุรกิจ
สวิตเซอร์แลนด์เป็นมิตรกับ Crypto และจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษกับภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยต่างๆ เลิกใช้ความสามารถด้านเทคนิค
หน่วยงานกำกับดูแลพยายามปรับตัว แทนที่จะปิดกั้นบล็อกเชน
ตัวอย่าง โปรเจคในแอฟริกาใต้ สนับสนุดเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี


ในการประชุม crypto ในเดือนมกราคมนี้ Johann Schneider-Ammann รัฐมนตรีเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ประกาศความหวังของเขาว่า “ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะไม่มีใครพูดถึง Crypto Valley Zug อีกต่อไป แต่จะพูดถึง Crypto-nation Switzerland แทน” ในที่สุด ผู้ใช้ปลายทางรายใหญ่อยู่ใกล้แค่เอื้อมและกระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือ
เพียง 1 ตัวอย่าง : สมาคมผู้ค้ารถยนต์ชาวสวิส บริษัทประกัน ผู้ควบคุมยานยนต์ และผู้เชี่ยวชาญบล็อคเชน (blockchain) กำลังนำร่อง 'Car Dossier' ซึ่งบันทึกระยะทางของรถยนต์ การบำรุงรักษาและอุบัติเหตุที่ไม่สามารถหลอกลวงได้ ใช่ – blockchain ทำให้เป็นไปได้


What’s next?
โมเมนตัมของ Crypto เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้นำยุโรปในการดึงดูดเงินทุน
Crypto Valley จะยังคงเป็น “ศูนย์กลางชั้นนำสำหรับบล็อคเชน”
Zug Crypto Valley แห่งสวิตเซอร์แลนด์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางคริปโทเคอร์เรนซีของโลก







ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


199 ถนน รัชดา-รามอินทรา แขวง คันนายาว เขตคันนายาว
Bangkok
10230

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 19:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:00
พฤหัสบดี 10:00 - 19:00
ศุกร์ 10:00 - 19:00