Thailand Online Focus : Online Around You

Thailand Online Focus : Online Around You

แชร์

Thailand Online Focus Online to change your business
"กลยุทธ์ คีย์ลัด ปฏิวัติธุรกิจ"
www.thailandonlinefocus.com

Photos from ITOPPLUS Digital Marketing Services's post 25/08/2020
09/06/2020

สังเกตไหม? ว่าคนยุคนี้นอนดึกขึ้น

มีสถิติว่า ยุคนี้คนไทยกว่า 19 ล้านคน นอนดึกกว่าเดิม

คนไทย 1 ใน 3 นอนช้ากว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุจาก เล่นมือถือ

ทำให้เวลาช้อปออนไลน์โดยรวมของคนไทย เฉลี่ยดึกขึ้นไปด้วย
เรื่องนี้ สำคัญกับคนที่ทำการขาย และทำการตลาดออนไลน์มาก

เราจึงจะมาดูกันว่าทำไมตอนดึก คนไทยนิยมช้อปออนไลน์มากขึ้น
เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น และนักการตลาดจะเอาไปปรับใช้ได้อย่างไร?

มาดูกัน

------------------------------



เริ่มจากพฤติกรรมกระหน่ำช้อปออนไลน์ของคนไทย

ในทุกวันนี้ การช้อปจะเริ่มต้นขยับขึ้นในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป
โดยการช้อปออนไลน์จะพุ่งสูงสุดระหว่างเวลา 21.00 - 23.00 น.

ซึ่งเห็นได้ชัดการช้อปออนไลน์จะเริ่มต้นในเวลาหลังเลิกงานเป็นต้นไป
และจะเพิ่มสูงขึ้นในเวลาที่คนอยู่บ้าน และกำลังพักผ่อน

จำนวนนี้ป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
เป็นสัดส่วน 59% : 41%

ซึ่งสินค้า 5 อันดับแรก ที่คนเลือกดู คือ
1.เสื้อผ้า
2.บ้านและสวน
3.ท่องเที่ยว
4.เครื่องสำอาง
5.กีฬา

สินค้าที่คนเลือกที่จะช้อปออนไลน์ คือสินค้าที่เป็นแนวไลฟ์สไตล์
เพราะคนต้องการซื้อสินค้าเพื่อหาอะไรใหม่ๆ ที่ผ่อนคลายให้ตัวเอง

ตรงกับ Shopee ที่บอกว่า ช่วงเวลาที่คนช้อปออนไลน์มากที่สุดบนเว็บไซต์ คือช่วงเวลาสามทุ่ม ถึงห้าทุ่ม

เราจึงยิ่งเห็นว่าพฤติกรรมคนยุคสมัยนี้ ช้อปออนไลน์ ดึกขึ้นทุกวัน
จึงน่าสนใจว่า เป็นเพราะอะไรที่คนช้อปดึกขึ้น

------------------------------



เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นกันทั่วโลก

สำนักข่าว BBC บอกว่า มีข้อมูลใหม่ที่ชี้ชัดว่า เมื่อเทียบระหว่าง
ปี 2017-2018 มีคนสั่งซื้อของออนไลน์ยามดึก ในเวลาตั้งแต่เที่ยงคืน ถึง 6 โมงเช้า เพิ่มขึ้นถึง23%

ส่วนสาเหตุหลักของพฤติกรรมนอนดึกแล้วช้อปปิ้งนี้
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า เป็นเพราะ

1.มือถือสมัยนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นโดยเฉพาะสมาร์ทโฟน
ที่ทำให้มีแอพพลิเคชั่นจำพวกแอพฯซื้อของได้ง่าย และสะดวกขึ้น

2.ส่วนอีกสาเหตุคือ นักการตลาด มีเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์
ให้สามารถเลือกใช้ได้หลากหลาย และทำการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ที่หลากหลายขึ้น เช่น การทำโฆษณาแบบ Remarketing ที่เป็นการยิงโฆษณาไปยังเว็บไซต์ต่างๆ

เช่น ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าในเว็บหนึ่งแต่ยังไม่เกิดการซื้อ โฆษณาของสินค้านั้นๆจะติดตามกลุ่มเป้าหมาย ไปปรากฏบนเว็บไซต์อื่นๆที่กลุ่มเป้าหมายเข้าชมและสนใจแบบอัตโนมัติ พร้อมแสดงโปรโมชั่น และข้อเสนอพิเศษ เพื่อย้ำเตือน และกระตุ้นความสนใจต่อสินค้า หรือกระทั่งเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

3.BBC มีการสัมภาษณ์ผู้ที่ซื้อของยามดึก พบว่า ในเวลากลางวันคนกลุ่มนี้มักจะยุ่งกับการทำงานและชีวิตประจำวัน เมื่อมีเวลาพักผ่อนหลังเลิกงาน และอยู่ที่บ้าน ก็ใช้เวลานี้เพื่อช้อปปิ้งแทน

---------------------------



1.เอาไปทำคอนเทนต์ ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

แน่นอนว่าช่วงเวลาดึก เป็นช่วงที่คนต้องการพักผ่อน ไม่ว่าจะช่องทางไหน ก็ควรปรับคอนเทนต์ให้เหมาะสมตามไปด้วย อาจเลือกที่จะนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นข้อมูลเข้าใจง่าย มีรูปแบบการนำเสนอที่ง่ายต่อการเข้าถึง แทนการนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นข้อมูลตัวเลขสถิติ หรือเชิงวิชาการ เพราะเป็นเวลาพักผ่อน

อาจนำเสนอสินค้าในรูปแบบวิดีโอ หรือภาพที่มีสีสัน ดูน่าดึงดูด
สำหรับการเลือกซื้อสินค้า และต้องตระหนักว่า จะไม่เป็นการรบกวนกลุ่มเป้าหมายจนเกินไป

2.เอาไปวางกลยุทธ์เรื่องเวลาแสดงผลโฆษณา

อันที่จริงเวลาที่แสดงผลโฆษณาไม่มีสูตรตายตัว
ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และสินค้า

แต่กับสินค้าประเภทแฟชั่น บ้านและสวน คุณอาจเลือกวางกลยุทธ์แสดงผลโฆษณาเป็นช่วงค่ำๆ จนถึงดึกๆบ้าง เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนกำลังผ่อนคลายจากการทำงาน และอยากหาอะไรใหม่ๆให้กับตัวเอง

3.เอาไปทำโปรโมชั่น เอาใจคนนอนดึก

ถ้าสินค้าของคุณตอบโจทย์กลุ่มคนซื้อสินค้าออนไลน์ตอนดึก
การทำโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้เป็นเรื่องที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย

เช่น ที่ผ่านมา มีการใช้กลยุทธ์ทำโปรโมชั่นตอนกลางคืน ในงาน
"ออนไลน์ ทราเวล เอ็กซ์โปร 2020" ที่เอาใจคนนอนดึกด้วย
"Happy Owl Super Sales" ที่ให้ส่วนลด บัตรกำนัล
ตั้งแต่ 4 ทุ่มยันเที่ยงคืน ตลอด 3 วันที่งานจัดงาน

4.เอาไปขยายเวลาให้บริการในตอนดึก

เมื่อเรารู้แล้วว่า พฤติกรรมคนยุคนี้ คนซื้อของออนไลน์ดึกขึ้น ผู้ประกอบการ และนักการตลาดย่อมมีโอกาสจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องสำรวจความพร้อมของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการติดต่อ เพื่อขอรายละเอียดสินค้า ตลอดจนการปิดการขาย เช่น แอดมินเพจ ช่องทางการซื้อสั่ง
ช่องทางการชำระเงิน

หากผู้ประกอบการไม่สามารถขยายเวลาการให้บริการตามพฤติกรรมคนนอนดึกได้ การคุยตอบโต้กับลูกค้าแบบอัตโนมัติ หรือ Chatbot อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะหากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ก็สามารถสอบถามกับ Chatbot เบื้องต้นได้เลย

-----------------------------------------

เราจะบอกว่า พฤติกรรมช้อปยามดึกนี้ อาจเรียกว่าเป็น New Normal
ในอีกฉบับหนึ่ง ก็เป็นได้

แต่เป็น New Normal ฉบับที่เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป
โดยที่พวกเราเองก็ไม่รู้ตัว

เพราะแนวโน้มที่คนช้อปยามดึก ก็อาจสูงขึ้นไปอีกในอนาคต
และเป็นกันเกือบทุกวัย

สังเกตได้จากหลายธุรกิจก็ได้ปรับตัว ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค
ไปเรียบร้อยแล้ว

เช่น การออกแคมเปญโปรโมชั่นออนไลน์ในเวลากลางคืน
ที่ผู้ประกอบการทำมาแล้วหลายราย จนประสบความสำเร็จ

หากรู้พฤติกรรมลูกค้า และติดตามทำการตลาดได้แบบถูกที่ ถูกเวลา

การได้มาซึ่งลูกค้า ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องนั่งจับพลัดจับผลูกันอีกต่อไป

--------------------------------------------------------
ITOPPLUS Digital Marketing Services
ให้คำปรึกษาการตลาดดิจิตอลแบบครบวงจร
www.itopplus.com
Line
Call Center 02 029 1200
--------------------------------------------------------

อ้างอิง

www.bbc.com/news/business-49633006

www.picodi.com/th/bargain-hunting/online-shopping-in-thailand-in-2018

shopee.co.th/blog/shopee-reveal-inside/

pr.moph.go.th/index.php?url=pr/detail/2/07/107402/

05/03/2018

อีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ด้วยการโฆษณาออนไลน์ AdWords Express ช่วยให้คุณแสดงตัวได้ในทุกที่ที่ลูกค้ากำลังมองหาคุณทางออนไลน์ และคุณจะจ่ายเฉพาะเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาเท่านั้น

Google AdWords Express คือ เครื่องมือที่ช่วยจัดการโฆษณาออนไลน์ให้คุณโดยอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่ต้องเข้ามาจัดการหรือทำงานรายวันให้ยุ่งยาก เจาะกลุ่มการโฆษณาในระดับท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก คล้ายกับการซื้อ AdWords แบบปกติแต่ตัว Express นี้จะเจาะกลุ่มคนในระดับท้องถิ่นมากกว่า หมายความว่า เวลาเราลงโฆษณาอะไรบน AdWords กลุ่มคนที่จะเห็นนั้นก็จะเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในย่านที่เรากำหนด เพื่อให้เขารับรู้ (Local Targeting) นั่นเองซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเงินในการลง AdWords มากขึ้นด้วย

ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่ต่างใช้บริการของ Google กันอยู่แล้ว AdWords Express จะช่วยให้ลูกค้าเหล่านั้น พบธุรกิจของคุณผ่านทางโฆษณาบน Google หรือ Google Map

การทำงานของ AdWords Express เป็นการโฆษณาธุรกิจของคุณทางออนไลน์ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้การโฆษณาธุรกิจเป็นเรื่องง่าย ๆ

การใช้งานของ AdWords Express การสร้างโฆษณาให้กับธุรกิจ คุณสามารถเลือกได้ว่าตั้งงบประมาณในการโฆษณา ให้กับสินค้าหรือบริการที่คุณต้องการทำโฆษณา

ประโยชน์ที่ได้จากการใช้โฆษณากับ AdWords Express คือ
-สร้างโฆษณาออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
-เสียค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีผู้คลิกโฆษณา
-ดึงดูดลูกค้ามายังเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น
-จำเป็นต้องมีการจัดการอย่างต่อเนื่องเพียงเล็กน้อย โดยปล่อยให้ AdWords Express แสดงโฆษณาให้คุณ
-เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายทั้งคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเลต
-ตรวจสอบประสิทธิภาพของโฆษณาในหน้า Dashboard

Dashboard คือ หน้าแรกที่รวมสิ่งต่าง ๆ ที่สำคัญบน Application efin mobile เอามาไว้ในที่เดียว นักลงทุนสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของการตลาดผ่านหน้าจอได้ทันที
การโฆษณาออนไลน์ด้วย AdWords Express ช่วยให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้โดยใช้การจัดการอย่างต่อเนื่องเพียงเล็กน้อย คำแนะนำแบบอินเทอร์แอกทีฟนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยคุณสร้างโฆษณา AdWords Express ที่เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจโดยเฉพาะ คุณจะจ่ายค่าโฆษณาเฉพาะเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาเท่านั้น

02/03/2018

แน่นอนว่า การที่เราจะมีเว็บไซต์สักเว็บนึง สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ ชื่อเว็บไซต์ การเลือกชื่อเว็บไซต์ดี ๆ ที่สามารถนำมาจดใช้งานได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย Domain Name เปรียบเสมือนชื่อของเรา เป็นชื่อที่ใช้อ้างอิงมายังเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น จึงมีความสำคัญมาก การเลือก Domain name ที่ดีจะเป็นส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของเรามีชื่อเสียงและจดจำได้ง่าย ดังนั้น Domain Name ที่ดีควรเป็นอย่างไร

Domain Name คือ ชื่อเว็บไซต์ ชื่อที่ใช้ระบุลงในคอมพิวเตอร์ ชื่อบล็อก ซึ่งใช้เรียกแทนหมายเลขของ IP Address โดยปกติเว็บไซต์ทุกเว็บจะต้องมีที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ต ที่เรียกว่า IP Address ซึ่ง IP Address เป็นหมายเลขประจำตัวของคอมพิวเตอร์ตัวนั้น เป็นตัวเลขที่จดจำได้ยาก ทำให้การอ้างถึง Computer เครื่องนั้น ๆ หรือ Sever ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยการใช้หมายเลขของ IP Address ไม่สะดวกต่อผู้ใช้ ดังนั้นเพื่อเป็นการจดจำง่าย จึงมีชื่อสำหรับเครือข่ายอินเตอร์ที่เรียกว่า DNS หรือระบบชื่อโดเมนเนมนั่นเอง โดยใช้เป็นตัวอ้างอิงแทน IP Address โดยมีด็อทอยู่หลายประเภท แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ.com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้และง่ายต่อการจดจำ

โดเมนเนมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ประเภทที่1 โดเมนเนม 2 ระดับ จะประกอบด้วย www.ชื่อโดเมน.ประเภทของโดเมน ซึ่งประเภทของโดเมนนี้ คือ คำย่อองค์กร ที่เรามักจะพบกันบ่อย ๆ ก็คือ

com บริษัทหรือองค์กรพาณิชย์ /.org องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร /.net จุดเชื่อมต่อกับเครือข่าย /.edu สถาบันการศึกษาต่าง ๆ /.gov องค์กรของรัฐบาล/ .mil องค์กรทางทหาร
ประเภทที่2 โดเมนเนม 3 ระดับ จะประกอบด้วย www.ชื่อโดเมน.ประเภทของโดเมน.ประเทศ ที่เรามักจะพบบ่อย ๆ ได้แก่ .co บริษัท องค์กรพาณิชย์/ .ac สถาบันการศึกษา / . go องค์กรรัฐบาล /.net องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย /. or เอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร และตัวย่อของประเทศ .th ประเทศไทย /.cn ประเทศจีน /.uk ประเทศอังกฤษ/ .jp ประเภทญี่ปุ่น /.au ประเทศออสเตรเลีย

Domain Name ที่ดีควรที่จะ สั้น, จำง่าย, พิมพ์ง่าย เช่น yahoo.com, sanook.com, kapook.com
ชื่อเป็น keyword ของเนื้อหาในเว็บไซต์ แค่เห็นชื่อเว็บก็รู้ว่าเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไร เช่น tourthai.com, hotelsthailand.com แบบนี้จะมีผลดี

ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาในเว็บ Search Engine ได้ง่าย ไม่ควรใช้ขีดคั่น เพราะทำให้พิมพ์ยุ่งยากขึ้น และ website ส่วนใหญ่ไม่ใช้กัน ทำให้นาน ๆ ทีเข้าหน้าเว็บนั้น และอาจจำไม่ได้ว่าต้องมีขีดด้วย

ถ้ายังไม่มีชื่ออยู่ในใจแล้ว อาจใช้เวลาคิดนานพอสมควรเลย และต้องคิดให้ดี เพราะต้องเสียค่าจด domain name เป็นรายปี และพอคนรู้จักเว็บของเราแล้ว ถึงอยากเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ไม่กล้าเปลี่ยนแล้วล่ะ เมื่อคิดชื่อได้แล้ว ให้ตรวจชื่อเว็บไซต์ (domain name) ก่อนว่าไม่ซ้ำกับคนอื่น ไปที่ >>> www.whois.net

ดังนั้น โดเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลย สำหรับเว็บไซต์นั้น ๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ต ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจ เป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้น ๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่าย ไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดเมนเนมเท่านั้นยังรวม ไปถึง Search Engine ชื่อดังต่าง ๆ เช่น Google, Yahoo ที่จะเข้ามาแวะเวียน เข้ามาทำ index Bot มาเก็บข้อมูล กับเว็บเพจหน้าต่าง ๆ ในเว็บไซต์ของเรา

28/02/2018

การที่เราจะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น มักจะต้องมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างด้วยกัน เช่น การสร้างเว็บไซต์เป็นหน้าร้านออนไลน์ การโปรโมทโฆษณาด้วยเครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ระบบการชำระเงิน และการจัดส่งสินค้า ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและถูกต้อง


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนของธุรกิจ E-commerce ประสบความสำเร็จได้ทั้งสิ้น แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ E-commerce ก็คือ การสร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นหน้าร้านค้าออนไลน์ให้ดึงดูดลูกค้า ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกว่าเคล็ดลับในการทำเว็บไซต์ E-commerce ให้สำเร็จได้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

-การจัดหน้าร้าน ให้น่าซื้อ ให้น่าสนใจ
เหมือนกับเราจัดและตกแต่งหน้าร้านบนโลกออฟไลน์ คุณควรจัดหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ให้สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่าย นำสินค้าขายดี หรือสินค้าแนะนำขึ้นมาไว้ที่หน้าแรก มีการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ค้นหาง่าย เช่น ตามชนิดของสินค้า ตามสี ตามขนาด นอกจากนั้น ยังต้องทำหน้าเว็บไซต์ให้น่าเชื่อถือ ด้วยการใส่รายละเอียดของร้านค้า

-หน้าร้านสวยงาม ในทุก ๆ ขนาดหน้าจอ
อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ทุกวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น ในโลกออนไลน์ มีแนวโน้มที่จะใช้ Smartphone ในการซื้อสินค้าที่ชื่นชอบจากร้านค้าออนไลน์มากขึ้น ดังนั้น การเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีคุณสมบัติรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่คุณจะขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากคุณสามารถที่จะขายของบนมือถือและ Tablet ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการแสดงผลผิดพลาด หรือสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีแก่ลูกค้า

-โปรโมทผ่านสื่อ "Social Media"
เป็นที่ทราบกันว่า Social Media เช่น Facebook, Twitter, Google,Instagram เป็นช่องทางที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งหากลูกค้าแชร์เนื้อหาจากเว็บไซต์ ไปที่ Facebook ของพวกเขา เพื่อนหรือผู้ติดตามบน Facebook ก็จะเห็นเนื้อหาเหล่านั้นด้วย และหากเนื้อหาของเว็บไซต์ได้รับการกด Like, Share หรือ Comment มากขึ้น จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายจากผู้ที่สนใจ ยังช่วยให้อันดับในการ Search ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้อีกด้วย

-ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Search Engine
ปัจจุบัน เมื่อต้องการค้นหาสิ่งใดก็มักจะใช้ Search Engine อย่าง Google ในการค้นหา หากคุณต้องการให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์เจอได้บน Google คุณก็จะต้องใส่คีย์เวิร์ดของสินค้าหรือบริการคุณลงบนเว็บไซต์ เช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าแฟชั่น คุณก็ควรจะมีคีย์คำว่าเสื้อผ้าแฟชั่น หรือคำที่เกี่ยวข้อง อยู่บนหน้าเว็บไซต์ในทุก ๆ หน้า

-สร้างฐานลูกค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดการกลับมาซื้อซ้ำ
การหาลูกค้าใหม่ คือสิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนให้ความสนใจ แต่การให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิมก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะลูกค้าที่ประทับใจ หรือจดจำเราได้ มีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ หรือซื้อสินค้าในมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งวิธีการที่จะได้ฐานข้อมูลลูกค้ามา อาจจะต้องมีการทำการเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น การให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือกรอกแบบฟอร์ม เพื่อเราจะได้เก็บข้อมูลอีเมล ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำ Retargeting เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำนั่นเอง

คุณสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ กับเรา โดยผู้เชี่ยวชาญที่เน้นการออกแบบระบบที่สามารถใช้งานง่ายและตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี พร้อมกับการรองรับการแสดงผลทุกอุปกรณ์ให้สามารถเปิดดูได้ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้านั้น สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตได้อย่างง่าย

26/02/2018

ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ มักจะมีกฎ ระเบียบ แบบแผน หรือนโยบายต่าง ๆ ให้ได้ปฏิบัติตาม เพื่อความถูกต้อง AdWords เครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดทั่วโลก สามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าที่มีอยู่ รวมไปถึงผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า

อย่างไรก็ตาม AdWords ก็มีนโยบายให้ผู้ใช้งานได้ปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการรับประกันว่าผู้ที่ทำโฆษณากับ AdWords จะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและปลอดภัย หากละเมิดนโยบายเหล่านี้

เว็บไซต์ของคุณอาจจะถูกบล็อกบนแพลตฟอร์ม AdWords และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้

การดำเนินการหากได้มีการละเมิดนโยบายของ AdWords แล้ว Google อาจจะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการละเมิด โดยจะมีผลดังต่อไปนี้

1.ระงับโฆษณา
โฆษณาที่ไม่เป็นไปตามนโยบายของ AdWords อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติโฆษณา ซึ่งโฆษณาที่ไม่ได้รับการอนุมัติจะไม่สามารถทำงานได้จนกว่า การละเมิดนโยบายจะได้รับการแก้ไขและโฆษณาได้รับการอนุมัติแล้ว โฆษณาที่ไม่ได้รับการอนุมัติ หมายความว่า โฆษณานั้นจะไม่ทำงานหรือไม่แสดงผล

เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามนโยบายการโฆษณาของ AdWords ข้อกำหนดสำหรับการโฆษณาในเครือข่าย Google ประกอบด้วย เนื้อหาต้องห้าม การปฏิบัติต้องห้าม เนื้อหาที่จำกัด บรรณาธิการและเทคนิค

-เนื้อหาต้องห้าม คือ ไม่อนุญาตให้ขายหรือโปรโมตสินค้าลอกเลียนแบบที่มีเนื้อหาหลอกลวงผู้บริโภค โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยไม่อนุญาตให้โปรโมตสินค้าหรือบริการที่ก่อให้เกิดความเสียหายและอันตรายต่อผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์และความยุติธรรม หากพบสินค้าหรือบริการใดที่สื่อถึงความไม่ซื่อสัตย์ เช่น ซอฟแวร์ที่มีสปายแวร์ หรือโปรแกรมแฮ็กต่าง ๆ ที่ทำให้เพิ่มผุ้ชมโฆษณาที่สูงเกินความเป็นจริง หรืออาจะจะมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความรำคาญและเสียหาย มักจะโดนระงับโฆษณาทันทีที่ตรวจสอบพบ

2.การระงับเว็บไซต์หรือแอพพิเคชั่น
การระงับเว็บไซต์และแอพพิเคชั่นที่ละเมิดนโยบายของ AdWords สำหรับเว็บไซต์นั้นหมายความว่า โดเมนที่ใช้งานจะไม่สามารถลงโฆษณาได้ จนกว่าจะได้ถูกแก้ไขเนื้อหาและได้รับการตรวจสอบแล้วว่าผ่านนโยบาย ส่วนแอพพิเคชั่น หมายความว่า URL ของร้านในแอพพิเคชั่นหรือหน้าดาวโหลดไม่สามารถลงโฆษณาได้ และไม่อนุญาตให้มีลิงค์ในรายละเอียดเชื่อมต่อไปยังแอพพิเคชั่นจนกว่าจะได้รับการแก้ไขและผ่านการตรวจสอบ

3.การระงับบัญชี
กรณีนี้เกิดจากการละเมิดนโยบายหลายครั้งหรือมีการละเมิดที่ร้ายแรง ส่งผลให้โฆษณาทั้งหมดในบัญชีที่ถูกระงับจะหยุดทำงาน และ Google จะไม่สามารถยอมรับการโฆษณาของธุรกิจนั้น ๆ อีกต่อไป นอกจากนี้บัญชีใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกันจะถูกระงับไปด้วย และบัญชีใหม่ของคุณอาจถูกระงับโดยอัตโนมัติทันทีที่ตรวจสอบเจอ กูเกิ้ลมักจะคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและความปลอดภัยของผู้ใช้งานอย่างจริงจัง ดังนั้นการระงับบัญชีจึงเกี่ยวกับการกระทำที่อาจทำให้กูเกิ้ล คู่ค้าหรือผู้ใช้งานตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง บัญชี AdWords ที่ถูกระงับจะไม่สามารถแสดงโฆษณาใด ๆ และผู้ลงโฆษณาจะไม่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้ แต่ผู้ลงโฆษณายังคงสามารถเข้าถึงบัญชีที่ถูกระงับ และรายงานเกี่ยวข้อง แม้จะไม่สามารถแสดงโฆษณาได้ก็ตาม

สาเหตุที่พบบ่อยในการระงับบัญชี เกิดจากสาเหตุบางประการที่มีความร้ายแรงมาก จนทำให้บัญชีไม่สามารถเปิดใช้งานได้อีก เช่น

-การละเมิดนโยบาย โดยการใช้เครือข่ายโฆษณาในทางที่ผิด และการสื่อให้เข้าใจผิด คำที่มีความละเอียดอ่อน จะทำให้เกิดการระงับบัญชี

-ยอดค้างชำระ หากบัญชีมียอดค้างชำระ จะทำให้บัญชีถูกระงับชั่วคราว การระงับกรณีนี้ สามารถแก้ไขได้โดยการชำระยอด ก็จะสามารถทำให้บัญชีกลับมาใช้ได้ตามปกติ

-การปฏิเสธการชำระเงิน หากมีการสั่งให้ธนาคารคืนค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากยอดคงเหลือ AdWords บัญชีก็จะถูกระงับ

-การละเมิดรหัสโปรโมชั่น หากผู้ลงโฆษณาพยายามที่จะขายรหัสโปรโมชั่นหรือใช้รหัสโปรโมชั่นมากกว่าหนึ่งรายการในบัญชีของตนบัญชีที่เชื่อมโยงกันไว้ทั้งหมดก็จะถูกระงับไปด้วย

-การชำระเงินที่น่าสงสัย หากตรวจพบการชำระเงินที่น่าสงสัย ตรวจสอบแล้วพบว่าสเป็นการฉ้อโกงในบัญชี Google อาจจำกัดการใช้จ่ายในบัญชีหรือระงับบัญชีโดยทันที เช่น การใช้บัตรเคดิตที่ถูกขโมยเพื่อชำระเงินสำหรับการโฆษณา

-การเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ตรวจพบว่าผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตกำลังพยายามเข้าถึงบัญชี AdWords เราจะระงับบัญชีเพื่อปกป้องเจ้าของบัญชี จากการเรียกเก็บเงินที่ไม่ได้รับอนุญาต

-การละเมิดนโยบายซ้ำ หากผู้ลงโฆษณาละเมิดนโยบายการโฆษณาของ AdWords ซ้ำ บัญชีจะถูกระงับ

4.การปิดใช้รายการรีมาร์เก็ตติ้ง เมื่อตรวจพบว่ารายการรีมาร์เก็ตติ้งที่ไม่เป็นไปตามนโยบายการโฆษณาที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับแต่ละบุคคลอาจถูกปิดใช้งาน หมายความว่า รายการเหล่านั้นจะไม่สามารถใช้ร่วมกับแคมเปญโฆษณาได้อีกต่อไป และจะไม่มีการเพิ่มผู้ใช้ใหม่ไปยังรายการ ข้อกำหนดในการสร้างรายการอาจบังคับใช้กับทั้งหน้าเว็บแต่ละหน้าและเว็บไซต์หรือแอพทุกส่วน

อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีที่สุด ในการป้องกันการละเมิดนโยบาย คือการเคารพและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะได้เกิดผลดีมากกว่าผลเสียต่อธุรกิจของคุณนั่นเอง

21/02/2018

เมื่อเอ่ยถึง Google Drive ก็ต้องนึกถึงบริการที่สามารถฝากไฟล์ต่าง ๆ ได้ฟรี บน Sever ของ Google

รู้หรือไม่ Google Drive สามารถแปลงไฟล์ภาพ Scan หรือไฟล์ PDF เป็นข้อความในรูปแบบของ Text ได้

โดยผ่านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Optical character recognition หรือ OCR

OCR คือ กระบวนการของการแปลงสื่อสิ่งพิมพ์หรือข้อมูลอะไรก็ตาม ที่อยู่ในรูปแบบของเอกสารกระดาษให้กลายเป็นข้อความชนิด Text หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการแปลงไฟล์ภาพเอกสาร ให้เป็นไฟล์ข้อความโดยอัตโนมัติ

ซึ่งหมายความว่า ไฟล์ภาพ Scan หรือไฟล์ PDF เราสามารถแปลงเป็นอักษรแบบ Text ได้ บน Google Drive ถือว่าสะดวกมาก ไม่ต้องเสียเวลามานั่งพิมพ์ใหม่อีกต่อไป

วิธีการใช้งานคือ

1.เข้าเว็บไซต์ Google Drive ทำการ Login ด้วยบัญชี Google จากนั้นคลิกขวาที่ไฟล์รูป หรือไฟล์ PDF บน Google Drive ที่ต้องการแปลงเป็นข้อความ

2.เลือก Open With Google Docs

3.เลือกไฟล์รูปภาพหรือ PDF ที่ต้องการจะแปลง มาเป็น Text บน Google Drive

เงื่อนไขของการแปลงไฟล์ของ Google Drive นั้น ถ้าต้องการความแม่นยำ ไฟล์รูปภาพหรือไฟล์ PDF นั้นจะต้องมีความละเอียดที่สูง ตัวหนังสือชัดเจน

และต้องตรวจสอบข้อความหลังแปลงไฟล์ว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะวิธีนี้ก็ยังไม่แม่นยำมากนัก และหากมีหลายหน้าต้องใช้เวลา ในการแปลงไฟล์เป็นข้อความ

เรียกได้ว่า ใครที่ใช้ Google Drive อยู่ นอกจากฝากไฟล์ได้แล้ว ยังอ่านไฟล์เอกสารได้อีกด้วย และรองรับการเปลี่ยนแปลงไฟล์จากภาพ Scan หรือ PDF มาเป็นตัวอักษร TEXT ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกได้ โดยไม่ต้องพิมพ์ข้อความใหม่ทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน

หากรู้แบบนี้แล้ว อย่าลืมลองไปใช้งานกันดูนะคะ ว่า Google Drive ที่นำเทคโนโลยี OCR มาใช้จะมีประสิทธิภาพและส่งผลดีต่อผู้ใช้งานแบบเรา ๆ ได้สะดวกมากแค่ไหน

แต่ที่รู้ ๆ คือ การใช้โปรแกรม OCR ประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เนื่องจากไฟล์ข้อความมีขนาดเล็กกว่าไฟล์ภาพมากและสะดวกต่อการปรับแต่งและแก้ไขเอกสาร

เนื่องจากไฟล์ข้อความสามารถปรับแต่งและแก้ไขได้ง่ายกว่าไฟล์ภาพนั่นเอง

19/02/2018

การที่เราจะเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จได้นั้น มักจะต้องมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างด้วยกัน เช่น การสร้างเว็บไซต์เป็นหน้าร้านออนไลน์ การโปรโมทโฆษณาด้วยเครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ระบบการชำระเงิน และการจัดส่งสินค้า ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและถูกต้อง

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนของธุรกิจ E-commerce ประสบความสำเร็จได้ทั้งสิ้น แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ E-commerce ก็คือ การสร้างเว็บไซต์เพื่อเป็นหน้าร้านค้าออนไลน์ให้ดึงดูดลูกค้า ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกว่าเคล็ดลับในการทำเว็บไซต์ E-commerce ให้สำเร็จได้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

-การจัดหน้าร้าน ให้น่าซื้อ ให้น่าสนใจ
เหมือนกับเราจัดและตกแต่งหน้าร้านบนโลกออฟไลน์ คุณควรจัดหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ให้สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่าย นำสินค้าขายดี หรือสินค้าแนะนำขึ้นมาไว้ที่หน้าแรก มีการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ค้นหาง่าย เช่น ตามชนิดของสินค้า ตามสี ตามขนาด นอกจากนั้น ยังต้องทำหน้าเว็บไซต์ให้น่าเชื่อถือ ด้วยการใส่รายละเอียดของร้านค้า

-หน้าร้านสวยงาม ในทุก ๆ ขนาดหน้าจอ
อุปกรณ์ในการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ทุกวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น ในโลกออนไลน์ มีแนวโน้มที่จะใช้ Smartphone ในการซื้อสินค้าที่ชื่นชอบจากร้านค้าออนไลน์มากขึ้น ดังนั้น การเปิดร้านค้าออนไลน์ที่มีคุณสมบัติรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่คุณจะขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากคุณสามารถที่จะขายของบนมือถือและ Tablet ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการแสดงผลผิดพลาด หรือสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีแก่ลูกค้า

-โปรโมทผ่านสื่อ "Social Media"
เป็นที่ทราบกันว่า Social Media เช่น Facebook, Twitter, Google,Instagram เป็นช่องทางที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งหากลูกค้าแชร์เนื้อหาจากเว็บไซต์ ไปที่ Facebook ของพวกเขา เพื่อนหรือผู้ติดตามบน Facebook ก็จะเห็นเนื้อหาเหล่านั้นด้วย และหากเนื้อหาของเว็บไซต์ได้รับการกด Like, Share หรือ Comment มากขึ้น จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างยอดขายจากผู้ที่สนใจ ยังช่วยให้อันดับในการ Search ของเว็บไซต์ดีขึ้นได้อีกด้วย

-ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Search Engine
ปัจจุบัน เมื่อต้องการค้นหาสิ่งใดก็มักจะใช้ Search Engine อย่าง Google ในการค้นหา หากคุณต้องการให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์เจอได้บน Google คุณก็จะต้องใส่คีย์เวิร์ดของสินค้าหรือบริการคุณลงบนเว็บไซต์ เช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าแฟชั่น คุณก็ควรจะมีคีย์คำว่าเสื้อผ้าแฟชั่น หรือคำที่เกี่ยวข้อง อยู่บนหน้าเว็บไซต์ในทุก ๆ หน้า

-สร้างฐานลูกค้าออนไลน์ เพื่อให้เกิดการกลับมาซื้อซ้ำ
การหาลูกค้าใหม่ คือสิ่งที่ผู้ประกอบการหลายคนให้ความสนใจ แต่การให้ความสำคัญกับลูกค้าเดิมก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน เพราะลูกค้าที่ประทับใจ หรือจดจำเราได้ มีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ หรือซื้อสินค้าในมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งวิธีการที่จะได้ฐานข้อมูลลูกค้ามา อาจจะต้องมีการทำการเก็บข้อมูลลูกค้า เช่น การให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หรือกรอกแบบฟอร์ม เพื่อเราจะได้เก็บข้อมูลอีเมล ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำ Retargeting เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำนั่นเอง

คุณสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายๆ กับเรา โดยผู้เชี่ยวชาญที่เน้นการออกแบบระบบที่สามารถใช้งานง่ายและตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี พร้อมกับการรองรับการแสดงผลทุกอุปกรณ์ให้สามารถเปิดดูได้ทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้านั้น สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตได้อย่างง่าย

12/02/2018

หลายคนที่อยู่ในวงการธุรกิจออนไลน์ วงการโฆษณาออนไลน์ เชื่อว่าหลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Google AdWords อยู่ ไม่ว่าจะเป็นนักการตลาดมือใหม่ หรือลูกค้า เรามาดูกันค่ะ ว่าส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าอย่างไรกันบ้าง

1.Google AdWords คือ SEO แบบจ่ายเงิน
ต้องบอกก่อนว่ามันคนละเรื่องกันเลยค่ะ เพราะว่า SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของเรา อยู่ในอันดับต้นๆ ของการแสดงผลการค้นหาของ Google ซึ่งเราสามารถระบุ Keyword หรือคำค้นหาที่ต้องการให้เว็บไซต์ของเราอยู่อันดับต้นๆ ได้ โดยใช้ความรู้ในการเขียนเว็บที่ค่อนข้างมาก เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ของเรา และยังต้องทำลิงค์จากที่อื่นมายังเว็บไซต์ของเราอีกด้วย ที่เราเรียกกันว่า backlinks นั่นเอง

สรุปคือ การทำ SEO ใช้ความรู้ล้วน ๆ ไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่เสียเวลาในการทำมาก กว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดอันดับต้นๆ ของ Google

ส่วน Google AdWords คือการซื้ออันดับโฆษณาบน Google ให้เว็บไซต์ของเรา ติดอันดับการแสดงผลในอันดับต้น ๆ ของ Google โดยจะขึ้นอยู่กับการเสนอราคาต่อวัน จำนวนคู่แข่ง ปริมาณของคำที่ใช้ในการค้นหาต่อคำใน Google

สรุปคือ การทำ Google AdWords เป็นการทำให้เว็บเราอยู่อันดับต้นๆ ในเวลาไม่กี่โมง แต่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อตำแหน่งโฆษณาของ Google

กล่าวโดยสรุปคือ ถึงแม้ว่า Concept จะใกล้เคียงกันมาก แต่มันเกิดมาเพื่อคนละจุดประสงค์ เราไม่สามารถใช้ Google AdWords เพื่อทนแทนการทำ SEO ได้ แต่เราสามารถใช้เพื่อส่งเสริมกันได้

2.ถ้าเพิ่มราคาประมูลจะทำให้ได้รับ Traffic มากยิ่งขึ้น
การเพิ่มราคาประมูลโดยคาดหวังว่าจะทำให้โฆษณาได้รับ Traffic มากยิ่งขึ้น (อันดับของโฆษณาที่น่าจะสูงขึ้น) มีหลายๆ คนที่ประเมินว่าโฆษณาของตัวเอง แสดงอยู่ในอันดับที่ต่ำจนเกินไป จึงทำการเพิ่ม Bid เข้าไปโดยหวังว่าจะมีโอกาสที่โฆษณาจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงยิ่งขึ้น และมีโอกาสได้ Traffic ที่มากยิ่งขึ้น

ข้อสรุปนี้มีทั้งถูกและผิด เพราะยิ่งเพิ่มราคาประมูลก็จะยิ่งทำให้งบประมาณรายวันหมดเร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าจะแลกมาด้วย การที่โฆษณาอยู่ในอันดับที่สูงขึ้นก็ตาม เพราะฉะนั้นต้องสมดุลระหว่างการเพิ่มราคาประมูลและการเพิ่มงบประมาณรายวันด้วย

3.อยากได้ Traffic มาก ๆ ก็แค่เพิ่มเงินเข้าไป
มีหลาย ๆ คนที่คิดแบบนี้ อยากได้ Traffic ก็แค่เพิ่มงบประมาณเข้าไปเยอะๆ อย่าลืมว่า Keywords ที่เราใช้อาจจะไม่มี Volume การค้นหามากพอที่จะรองรับการเพิ่มงบประมาณเข้าไปก็ได้ หรือถ้าเพิ่มจำนวน Keywords มากขึ้นก็ต้องระวังเรื่องคุณภาพของ Traffic ที่เข้ามาด้วย

4.ยิ่งเพิ่ม Budget ก็จะยิ่งทำให้ ROI เพิ่มสูง
ค่า ROI คือ การวัดผลตอบแทนจากการลงทุนของธุรกิจ การได้รู้ผลกำไรขาดทุนจะเป็นตัวบ่งบอกถึงช่องทางในการตัดสินใจที่จะลงทุน เพื่อเป็นเกณฑ์วัดถึงความคุ้มค่า และช่วยตัดสินใจลงทุนได้ในครั้งต่อไป แต่ความเข้าใจผิดที่ว่ายิ่งเพิ่มงบประมาณก็ยิ่งจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น นั้นคนส่วนใหญ่มักที่จะเข้าใจผิดเสมอ มักจะเจอบ่อย ๆ มีจุดเริ่มต้นมาจากความอึดอัดที่ต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ยอดขายและ ROI) ให้มากยิ่งขึ้น คนส่วนใหญ่ก็เลยทึกทักกันเอาเองว่าการอัด Budget จะทำให้เราได้รับคลิกที่มากยิ่งขึ้น พอมีคลิกมากขึ้นก็น่าจะทำให้เกิดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริง มีเว็บไซต์มากมายที่เพิ่มงบประมาณ แต่สุดท้ายมีเพียงแค่ Traffic เท่านั้นที่เติบโต แต่ยอดขายนั้นไม่เติบโตตามไปด้วยเลย

5. Keyword ที่มี Search Volume ต่ำ ๆ คือ Keyword ที่ไม่ดี
ความเชื่อผิด ๆ อีกข้อหนึ่งเกิดจากการเลือก Keyword คนส่วนใหญ่มักจะเลือก Keyword ที่มี Volume สูงๆ และมักจะมองข้าม Keyword ที่มีจำนวนการค้นหาน้อย ๆ โดยให้เหตุผลว่ามันมี Volume น้อยเกินไป หลาย ๆ คนถึงกับกรองเอา Keyword ที่มี Volume ต่ำกว่า 100 ออกไปเลยด้วยซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว Keyword ดี ๆ มีคุณภาพรวมถึง Longtail keyword ต่าง ๆ มักจะมี Volume การค้นหาต่ำเป็นปกติอยู่แล้ว การซื้อ Keyword เหล่านี้มาใช้อาจจะไม่ได้สร้าง Traffic เป็นจำนวนมากให้กับเว็บไซต์ก็จริงแต่เชื่อได้เลยว่ามันมีคุณภาพ

ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นเรื่องความเข้าใจผิด ที่เรากลั่นออกมาจากการทำงานให้กับลูกค้ารายต่าง ๆ เราไม่อาจสรุปได้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกหรือผิด ต่างคนต่างเทคนิค แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราได้ปรับมุมมอง ต่อการโฆษณาโดยใช้ Google AdWords ธุรกิจของคุณอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้

06/02/2018

การที่เราจะมีเว็บไซต์สักหนึ่งเว็บ จำเป็นต้องมีบริการ และค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำและต่อเนื่อง เพื่อให้เว็บไซต์ของเราออนไลน์อยู่ตลอดเวลา

มีอยู่ 2 อย่าง คือบริการจดทะเบียนโดเมนเนม และบริการเว็บโฮสติ้ง ซึ่งทั้ง 2 จะมีระยะเวลาในการจ่ายค่าบริการแตกต่างกันไป โดยโดเมนเนมจะมีค่าบริการแบบรายปี แต่สำหรับค่าบริการเว็บโฮสติ้ง ขึ้นอยู่ว่าเลือกชำระแบบไหน

มีการชำระตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งทั้งโดเมนเนมและโฮสติ้งผู้ใช้บริการจะเลือกผู้ให้บริการรายเดียวกัน หรือแยกกันก็ได้

ถ้าเลือกใช้บริการทั้งสองโดยผู้ให้บริการรายเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องชำระค่าบริการก็คงไม่มีปัญหาอะไร หรือข้อผิดพลาดมากนัก เพราะ ผู้ให้บริการก็จะเรียกเก็บค่าบริการพร้อม ๆ กัน หรือคอยตรวจสอบวันครบกำหนดชำระค่าบริการให้อย่างละเอียด

แต่หากเราใช้บริการกับผู้ให้บริการ 2 ราย คือแยกว่าจดทะเบียนโดเมนเนมกับผู้ให้บริการรายหนึ่ง และใช้บริการเว็บโฮส์ติ้ง กับผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้ เราจะต้องคอยจำ หรือตรวจสอบว่าบริการของเราหมดอายุเมื่อไหร่ เพราะถึงแม้ว่าผู้ให้บริการทั้ง 2 ราย จะมีระบบแจ้งเตือน หรือมีการเรียกเก็บค่าบริการเมื่อใกล้หมดอายุบริการแล้ว

แต่เพราะเป็นการแยกใช้บริการจาก 2 ผู้ให้บริการอาจทำให้เราเข้าใจผิดว่าเราชำระแล้วก็ได้ กว่าจะรู้อีกทีเว็บไซต์เราก็เข้าไม่ได้แล้ว ปัญหาที่ตามมาคือต้องมาหาสาเหตุว่าทำไมเข้าเว็บไซต์ไม่ได้ ทั้งที่จริงหากเรามีการต่ออายุทั้ง 2 บริการต่อเนื่องไม่ขาดก็ไม่เกิดปัญหานี้

ดังนั้นเมื่อรู้ว่าโดเมนเนมของเราหมดอายุ ควรรีบดำเนินการดังต่อไปนี้

1. ตรวจสอบวันหมดอายุที่ถูกต้องอีกครั้งที่ระบบ Whois คือ บริการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือครองหรือเจ้าของโดเมนเนมว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ซึ่งระบบนี้จะมีอยู่ที่เว็บไซต์ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม และผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งทุกเว็บ หรือตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบข้อมูลโดยเฉพาะ เช่น www.domaintools.com เพื่อที่จะได้รู้ถึงวันหมดอายุที่แท้จริง เพราะบางครั้งเราจดทะเบียนไว้หลายชื่อ หรือจดทะเบียนโดเมนเนมไว้นานแล้ว ก็อาจจำไม่ได้ หรือจำผิดจำถูกสลับกันได้

2. เมื่อตรวจสอบจนรู้วันหมดอายุที่แท้จริงแล้ว ก็ตรวจสอบผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมด้วย โดยการดูที่ระบบ Whois เช่นเดียวกัน ดูที่ Technical contact เพื่อจะได้ทราบว่าโดเมนเนมของเราจดทะเบียนไว้กับผู้ให้บริการใด หลังจากนั้นก็ติดต่อไปยังอีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุ เพื่อติดต่อขอต่ออายุโดเมนเนม

เมื่อชำระค่าบริการแล้ว ผู้ให้บริการก็จะดำเนินการต่ออายุให้ กรณีที่โดเมนเนมหมดอายุแล้ว ระบบจะใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม. เพื่ออัพเดทข้อมูล และกลับมาใช้งาน เข้าเว็บ และรับ ส่งอีเมล ได้อีกครั้ง

สำหรับการต่ออายุโดเมนเนมสามารถดำเนินการได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอหมดอายุ (แนะนำให้ต่ออายุก่อนหมดอายุประมาณ 60 วัน) เพราะถ้าโดเมนเนมหมดอายุเกินกว่า 30 วัน จะต้องเสียค่าบริการในการต่ออายุโดเมนเนมมากกว่าปกติ (ค่าบริการขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละราย) เนื่องจากโดเมนเนมจะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า Redemption Grace Periods เป็นช่วงที่ระบบยังคงให้สิทธิ์เจ้าของโดเมนเนมมีสิทธิ์ต่ออายุ แต่ที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเนื่องจากเข้าสู่ช่วงที่ระบบกักโดเมนเนมไว้ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเตรียมลบโดเมนเนมออกจากระบบ

สำหรับช่วงอายุของโดเมนแต่ละช่วงอายุสามารถดูได้ที่ http://www.icann.org/en/resources/registrars/gtld-lifecycle

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเข้าเว็บไซต์ไม่ได้ โดเมนเนมหมดอายุ ต้องเสียค่าต่อในราคาที่แพง หรือโดเมนเนมหมดอายุจนถูกลบออกจากระบบ เมื่อชื่อโดเมนเนมว่าง มีสิทธิที่จะถูกคนอื่นนำชื่อนั้น หรือชื่อของเราไปจดก็ได้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณสามารถตรวจสอบโดเมนเนมได้ที่ http://research.domaintools.com/ และหากใกล้หมดอายุก็รีบดำเนินการตามขั้นตอนที่แนะนำข้างต้นได้เลย

02/02/2018

ยิ่งนับวันยิ่งก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่นำเครื่องมือ อุปกรณ์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น คอมพิวเตอร์ แท็ปแลต โปรแกรม และสื่อออนไลน์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ง่ายกับทุกที่ ทุกเวลา 8 คำศัพท์ที่ควรรู้ เพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

1.E-Business คือ การดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ผ่านสื่อ เทคโนโลยี ช่องทางการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต เพื่อให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของคู่ค้าหรือลูกค้าให้ตรงใจ รวดเร็ว ลดต้นทุน เพื่อขยายโอกาสทางการค้าE-Business เป็นการทำกิจกรรมทุก ๆ อย่าง ทุกขั้นตอนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีขอบเขตที่กว้าง

2.E-commerce คือการดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยการผลิต กระจายตลาด การขาย การขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ E-commerce จะเน้นที่การขายสินค้า ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ดังนั้น E-commerce เป็นส่วนหนึ่งของ E-business

3. Business-to-Business (B2B) หมายถึง ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ จะครอบคลุมถึงเรื่องการขายส่ง ผ่านการสั่งซื้อสินค้า ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่าง ๆ กันไป

4. Business-to-Customer (B2C) หมายถึง ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C) คือการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้า ซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลง เป็นต้น

5. Business-to-Business-to-Customer (B2B2C) หมายถึง เป็นการเชื่อมต่อ B2B และ B2C เข้าด้วยกัน นั่นคือ องค์กรธุรกิจขายให้องค์กรด้วยกัน แต่องค์กรจะจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าอีกทีหนึ่ง

6.Customer-to-Customer (C2C) หมายถึง ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C) คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น

7.Customer-to-Business (C2B) หมายถึง คือการที่ลูกค้าระบุตัวสินค้าหรือบริการเฉพาะเจาะจงลงไปแล้วตัวองค์กรเป็นตัวจัดหาสินค้าหรือบริการให้ลูกค้า

8.Mobile Commerce หมายถึง M-Commerce คือ การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม หรือการเงิน โดยผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือการค้าขายตามระบบแนวความคิดของระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ E-Commerce ที่ใช้อุปกรณ์พกพาไร้สายเป็นเครื่องมือในการสั่งซื้อ และขายสินค้า ทั้งการสั่งซื้อสินค้าที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม

รวมทั้งการรับ-ส่งอีเมล์ สิ่งที่น่าสนใจ คือ โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ไม่จำกัด ทำให้ตลาดการค้าออนไลน์ หรือการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นตลาดที่น่ากลัวที่สุด เพราะสะดวกสบาย ไม่มีข้อจำกัดในการจับจ่าย

คนในสังคมไทยมีความคุ้นเคยกับการ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่แล้ว โดย M-Commerce เป็นการแตกแขนงของเทคโนโลยีที่มีผลกระทบโดยตรง ต่อการขยายตัวของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

โดย M-Commerce จะช่วยเร่งอัตราการเติบโตให้กับการดำเนินธุรกรรมผ่านเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้เร็วกว่า การใช้เทคโนโลยี E-Commerce ขอบเขตของ M-Commerce ครอบคลุมทั้งการดำเนินธุรกรรมระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจ กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และระหว่างผู้ดำเนินธุรกิจด้วยกันเอง
ดังนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณจะต้องทำความรู้จักทั้งหมด 8 คำนี้ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้กับธุรกิจเดินหน้าเพื่อประโยชน์ที่สูงสุด

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok