29/11/2021
สารจาก SA วันนี้!💡
สำหรับใครที่ทำงานฝั่ง SA และ BA อยู่
มาทำความรู้จักกันว่า SA กับ BA เหมือนหรือต่างกันยังไง? ❗️
ถ้าต้องการเปลี่ยนสายต้องเตรียมตัวอย่างไร? ❗️
คนเดียวสามารถทำสองตำแหน่งได้ไหม? ❗️
(เราจะมาพูดถึงการทำงานในสาย technology นะคะ)
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://medium.com/the-existing/ba-vs-sa-b6191aa37a53
22/11/2021
ปรับตัวทันโลก
เห็นโอกาสก่อนก็คว้าเงินได้ก่อน
Digital Marketing แน่นกันรึยัง
ศึกษา Metaverse marketing กันต่อเลย ✨
จาก Digital Marketing สู่ Metaverse Marketing ที่พลิกทุกตำราการตลาด - MarketThink
ในปัจจุบัน Digital Marketing ได้สร้างสีสันให้เกิดขึ้นในโลกของเราอย่างมาก ด้วยความพิเศษคือผู้รับสาร สามารถโต้ตอบกับผู้ส่งสารได้หรือที่เรียกว่า การสื่อสารแบบสองทาง ผ่านอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์อย่างเช่น คอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน และมีสื่อกลาง คือ อินเทอร์เน็ต
Digital Marketing ได้เข้ามาแย่งพื้นที่ของ Traditional Marketing หรือการตลาดแบบดั้งเดิม ที่คู่กับหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์ ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว คือ ผู้รับสามารถไม่สามารถตอบโต้กับผู้ส่งสารได้ในทันที
แต่ในปี 2021 ดูเหมือนกระแสการตลาดของโลกจะเริ่มตื่นตัวกับการก้าวเข้าสูยุคใหม่ เมื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook เป็น Meta และบอกว่าทิศทางของบริษัทที่กำลังจะก้าวไปคือการสร้างโลกเสมือน หรือที่เรียกกันว่า “Metaverse”
โดยมีอุปกรณ์หลักที่ใช้เชื่อมต่อคือเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality)
ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพเสมือนที่สร้างขึ้น และให้ความรู้สึกเหมือนตัวเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับภาพที่เห็น
แต่สิ่งที่น่าทึ่งของ Metaverse ไม่ใช่แค่การเห็นภาพเสมือนจริง
แต่คือการที่จะมีโลกใบใหม่เกิดขึ้นจำนวนมากจนนับไม่ถ้วน และผู้คนก็สามารถเลือกได้ว่าอยากจะอยู่ในโลกใบไหน โดยที่กฏเกณฑ์ในโลกเดิมจะใช้ไม่ได้กับโลกใหม่เหล่านี้
อย่างเช่น
- เราอาจจะยกรถทั้งคันในโลกเสมือนได้ด้วยมือข้างเดียว
- มีร่าง Avatar ของเราในบ้านของเพื่อน ที่อยู่ห่างออกไปอีกซีกโลกหนึ่ง
- สัตว์เลี้ยงในโลกเสมือน อาจจะเป็นม้ายูนิคอร์นสักตัว ที่มีสมองเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์
- การท่องคาถาเพื่อร่ายเวทมนตร์เหมือนในหนัง อาจกลายเป็นเรื่องปกติในโลกเสมือน
- เราอาจสามารถประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลตำนานในอดีต เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะโลกเสมือนถูกสร้างขึ้นจากข้อมูล ไม่ใช่จากวัตถุหรืออะตอมอย่างที่เกิดขึ้นในโลกจริง
และความแปลกใหม่นี้เองที่ทำให้การใช้งาน Metaverse ของมนุษย์ จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากในโลกจริง ซึ่งก็ส่งผลโดยตรงต่อแบรนด์ต่าง ๆ ว่าจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร
บางแบรนด์ก็ไม่รอช้าและประกาศตัวเข้าสู่โลก Metaverse ไปแล้ว
แต่สำหรับบางแบรนด์ ก็ยังต้องทำความเข้าใจว่า Metaverse จะส่งผลกระทบอย่างไร
จะกลายเป็นผลดี หรือ ผลเสียกับตัวของแบรนด์
เริ่มจากแบรนด์ที่มีธรรมชาติ หรือองค์ประกอบของแบรนด์สอดคล้องและพร้อมที่จะเข้าสู่โลกของ Metaverse อยู่แล้ว อย่างเช่น Walt Disney ที่เป็นเจ้าของผลงานแฟรนไชส์ภาพยนตร์และการ์ตูนหลากหลายเรื่อง ก็สามารถต่อยอดและสร้างโลกของภาพยนตร์ชื่อดัง อย่างเช่น Star Wars ให้กลายเป็นโลกหนึ่งใน Metaverse โดยใช้เทคนิคเดียวกับการสร้างเกม
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ Nike และ Gucci ที่อาศัยพื้นฐานของโลก Metaverse คือการที่ผู้คนในโลกนั้นสามารถสร้างตัวแทนขึ้นมาในโลกเสมือน หรือที่เรียกว่า Avartar ซึ่งสามารถปรับแต่งรูปร่างหน้าตา รวมถึงเครื่องแต่งกายได้ตามใจชอบ ซึ่งกล่าวได้ว่าแบรนด์ทั้ง 2 สามารถเข้าสู่ Metaverse ได้โดยตรง เพราะเป็นแบรนด์เครื่องแต่งกายที่ใคร ๆ ก็อยากครอบครองและสวมใส่ ไม่ว่าจะในโลกจริงหรือโลกเสมือน
แต่สำหรับบางแบรนด์แล้ว การเข้าสู่โลก Metaverse อาจจะไม่ง่ายขนาดนั้น
เพราะ Metaverse คือโลกเสมือน ที่มีโครงสร้างคือข้อมูล ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างที่จำเป็นในโลกจริง
อาจจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นในโลกเสมือน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม Fast Moving Consumer Goods
ที่มีอายุการใช้งานสั้น ใช้แล้วหมดไป และส่วนใหญ่มนุษย์เราบริโภคสินค้าเหล่านี้ เพราะต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกจริง
อย่างเช่น อาหารหรือน้ำดื่ม ที่เราบริโภคเพราะมีความจำเป็นต่อร่างกาย หรือ ผงซักฟอก เพราะต้องขจัดกลิ่นเหม็นและสิ่งสกปรกบนเสื้อผ้า
แต่ด้วยการทำงานของโลกเสมือนที่ต่างจากโลกจริง ทำให้ Avatar ของเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของเหล่านี้เลย อย่างเช่น ไม่จำเป็นต้องกินและดื่ม หรือเสื้อผ้าที่สวมก็ไม่จำเป็นต้องซัก
เมื่อเป็นแบบนี้ แบรนด์ที่มีธรรมชาติที่ไม่สอดคล้องกับโลกเสมือน ก็ต้องหาทางสร้างตัวตนของแบรนด์ขึ้นมาในโลกเสมือนด้วยวิธีการอื่น ๆ
อย่างเช่น Coca Cola ที่ได้เปิดประมูลคอลเลกชันของสะสมในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล NFT ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกเสมือน “Decentraland” ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนบล็อกเชนของ Ethreum
และนอกจากคำถามที่ว่าแบรนด์จะเข้าไปในโลกเสมือนได้อย่างไรแล้ว
อีกคำถามที่น่าสนใจคือ จะมีความท้าทายอะไร รออยู่บ้าง ?
นอกจาก Metaverse จะมีโลกเสมือนและร่าง Avatar จำนวนมากนับไม่ถ้วนถูกสร้างขึ้นแล้ว
โลกเสมือนเหล่านี้ อาจจะสามารถเชื่อมต่อกันได้อีกด้วย
นั่นหมายความว่า Avatar จากโลกหนึ่งสามารถไปปรากฏตัวในอีกโลกหนึ่งได้
และผู้ใช้งานในโลกหนึ่ง อาจจะมีร่าง Avatar หลายร่างที่แตกต่างกัน
ทำให้นักการตลาดอาจจะเหนื่อยขึ้นเพราะความหลายหลายของพฤติกรรมที่มีมากขึ้น
แต่ในทางกลับกัน นี่ก็หมายถึงโอกาสของการบริโภคที่มากขึ้นเช่นกัน
เช่น นาย A มีร่าง Avatar ทั้งเพศชายและเพศหญิง นาย A จึงสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าของร่าง Avatar ได้ทั้ง 2 เพศ ในขณะที่ในโลกจริงนั้น นาย A อาจจะสวมใส่เสื้อผ้าได้แค่เพศชายเท่านั้น
ด้วยความหลากหลายและจำนวนที่มากมายมหาศาลของร่าง Avatar นี่เอง จึงอาจทำให้เกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Direct-to-Avatar หรือ D2A ซึ่งเป็นโมเดลของสินค้าหรือบริการที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้ร่าง Avatar โดยเฉพาะ
นอกจากจะมีเรื่องใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนแล้ว เรื่องเดิม ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกจริง ก็จะย้ายมาอยู่ในโลกเสมือนมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น คอนเสิร์ต, งานเฉลิมฉลอง หรือแฟชั่นโชว์
เหตุผลก็เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่โลกเสมือนสามารถทำได้ ในขณะที่โลกจริง อาจจะทำไม่ได้ หรือทำได้ด้อยกว่า
ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคอนเสิร์ตของ Travis Scott ที่จัดขึ้นในเกม Fortnite และมีผู้เล่นเกมกว่า 12.3 ล้านคนร่วมชมการแสดงครั้งนั้นพร้อม ๆ กัน โดยความพิเศษคือสามารถสร้างโชว์ที่น่าตื่นเต้นด้วยลูกเล่นที่เกินความเป็นจริง
อย่างเช่น การออกแบบให้นักร้องมีขนาดสูงใหญ่เท่าตึกร้อยชั้น, การสร้างลำแสงออกมาจากตัวละครของผู้เล่นทุกคนตามจังหวะเพลง หรือ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากภูเขาไฟระเบิด กลายเป็นหิมะตกได้ตามต้องการ
อย่างไรก็ตาม บางแบรนด์สามารถที่จะเชื่อมต่อโลกจริงและโลกเสมือนให้เดินไปด้วยกันได้
เช่น การใช้โลกเสมือนเป็นห้องทดลองสินค้า ก่อนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อในโลกจริง
หรือรูปแบบการจำหน่ายสินค้าที่เชื่อมโยงกัน เช่น ซื้อรองเท้ากีฬาในโลกจริง ก็จะได้รับโคดรองเท้าอีกคู่ในโลกเสมือน ซึ่งจะทำให้ความหมายของคำว่า 1 แถม 1 กว้างมากยิ่งขึ้น..
แล้วเมื่อไร ที่แบรนด์ควรเข้าสู่โลก Metaverse ?
เรื่องนี้คงขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละแบรนด์ เพราะการเริ่มก่อน ก็จะได้พื้นที่ในการ PR และสร้าง Brand Awareness มากกว่า กระแสดีกว่า และกลายเป็นผู้บุกเบิกของแพลตฟอร์ม
แต่ก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูง และความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ยังไม่มีแบบแผนหรือสูตรสำเร็จให้เรียนรู้ จึงต้องคิดค้นทดลองด้วยตัวเองใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองส่วนหนึ่งจากความเป็นไปได้มากมายที่จะเกิดขึ้น หากโลก Metaverse มาถึง
ซึ่งโลกของเราจะเปลี่ยนไปอย่างมาก ธุรกิจใหม่ อาชีพใหม่จะเกิดขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ในขณะที่บางส่วนที่ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะถึงคราวลำบากหรือหายไป
และจากตัวอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็น่าสนใจว่ามีเคสการตลาดที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมากมาย ทั้ง ๆ ที่ Metaverse แบบที่เหมือนในหนังหรือฉบับสมบูรณ์ ยังไม่เปิดตัวด้วยซ้ำ..
ซึ่งก็น่าติดตามว่าถ้าหาก Metaverse มาถึงจริง ๆ จะมีอะไรใหม่ ๆ ที่เหนือความคาดหมายหรือไม่
และคอนเซปต์ที่คิดไว้ จะทำได้จริงหรือเปล่า
แต่ที่ต้องติดตามคือ Metaverse Marketing จะเข้ามาเปลี่ยนโลกและแย่งพื้นที่ไปจาก Digital Marketing ได้มากแค่ไหน เพราะทุกครั้งที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป แบรนด์ก็ต้องเปลี่ยนตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..
#การตลาด
------------------------------
อ้างอิง :
-https://www.campaignasia.com/article/marketing-in-the-metaverse-the-biggest-opportunities-for-brands/473059
-https://influencermarketinghub.com/metaverse-marketing/
-https://www.searchenginejournal.com/marketing-in-the-metaverse/416813/
19/11/2021
💡• Never sleep tips
วันนี้ front-end เอาเรื่อง "การสร้าง Layout ด้วย Bootstar4"
มาให้ทุกคนได้รู้จักกันค้าบ
จิ้มรูปแล้วอ่านเนื้อหาตามไปทีละสเต๊ปได้เลยยยย 👇🏻❤️🔥
15/11/2021
รักลูกค้าเท่าชีวิต ก็แก้แบบ Final ทิพย์ไปเลย
Final_Final_Master_ใช้อันนี้_ไฟนอลล่าสุด_ใหม่ล่าสุด_เพิ่มเรียลไทม์เมื่อวาน
12/11/2021
Q : เคยรู้สึกแบตหมดตั้งแต่ตื่นมาเลยไหมคะ รู้สึกร่างกายอ่อนล้า สมองเบลอๆ มึนๆ งงๆ และไม่มีสมาธิ สมองไม่แล่น
"นี่ไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่เป็นอาการที่สมองต้องการความช่วยเหลือ" 💡❗️
อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า สมองคือกองบัญชาการที่สำคัญของร่างกาย มีหน้าที่ควบคุมทุกระบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การเคลื่อนไหว ความรู้สึก การเรียนรู้ ความคิด ความจำ และการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ
ดั้งนั้นสมองต้องได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างเพียงพอ โดยสมองต้องการออกซิเจนไปเลี้ยงมากถึง 20% ของออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป แม้ว่าสมองมีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำหนักร่างกายเท่านั้น โดยเฉพาะในการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิด ความจำ หากเราทำงานหนักใช้ความคิดมากๆ สมองยิ่งต้องการออกซิเจนมากขึ้น การได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอจะทำให้สมองเกิดความเหนื่อยล้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อาจมีอาการมึน เบลอๆ คิดไม่ออก จำไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการทำงาน
หากคุณต้องการเป็นคนทำงานที่มีสุขภาพดีพร้อมลุยงานอย่างเต็มที่เพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่วางไว้ ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากเรื่องอาหารการกิน เพราะในแต่ละวันร่างกายต้องการสารอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วน การรับประทานอาหารให้ครบหมู่อย่างสมดุลจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเสริมสร้างการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่ต้องใช้สมองในการสร้างสรรค์และพละกำลังในการทำกิจกรรมต่างๆ อาหารหลักที่มีสารอาหารสมดุล วันละ 3 มื้อ โดยเฉพาะการเติมโปรตีนในอาหารมื้อเช้า จะช่วยให้สมองตื่นตัว ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเสริมอาหารฟังก์ชั่นอย่างซุปไก่สกัด ซึ่งมีสารประกอบสำคัญคือ “ไบโอ-อะมิโน เปปไทด์ คอมเพล็กซ์” ที่พร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที และช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง
โดยมีงานงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่าซุปไก่สกัดช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด ตัดสินใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพนานาชาติหลายฉบับรายงานคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพของซุปไก่สกัดในหลายด้าน เช่น ผลงานวิจัยของ Prof. Dr. Azhar และ Syed พบว่า ซุปไก่สกัดมีผลต่อสารสื่อประสาทในสมอง จึงช่วยให้ลดความวิตกกังวล เพิ่มความตื่นตัวและช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานน้อยลง
ล่าสุดจากการวิจัยของ Chan และคณะ พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้จดจำ โดยเฉพาะความจำระยะสั้นในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีภาวะเครียด หรือวิตกกังวลสูง เหนื่อยล้าและหมดไฟ เป็นต้น
หากคุณต้องนั่งทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยเฉพาะการนั่งอยู่แต่หน้าจอคอมตลอดทั้งวัน หรือแต่ละวันต้องหัวหมุนอยู่กับงานกองโตจนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง กระทั่งสมองเบลอคิดอะไรไม่ออก ร่างกายและจิตใจไร้ซึ่งพลังที่จะทำงาน
คุณควรหันมาให้เวลากับออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ๆ ละ 30 นาที จะช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในสมองและช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้สมองแล่นเท่านั้น หากแต่ยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและระบบต่างๆ ทำงานดีขึ้นอีกด้วย
นอกเหนือจากนั้นคุณควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สดชื่น สดใสได้ตลอดทั้งวัน ที่สำคัญคุณควรวางแผนและจัดตารางเวลาให้เหมาะสม เพื่อจะได้มีสมาธิกับการทำงานที่รับผิดชอบและทำงานเสร็จได้ตรงตามที่กำหนด แถมยังมีเวลาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง วาดภาพ และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ชีวิตจะได้ยืดหยุ่นและช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น หรือลองทำอะไรนอกเหนือจากที่เคยทำในชีวิตประจำวันดูบ้าง
เพียงแค่รู้จักดูแลสุขภาพให้ดีเสียตั้งแต่วันนี้ อาการเบลอแต่เช้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง สมองมึน งง เบลอ คิดอะไรไม่ออก สมองไม่แล่นและเหนื่อยล้าจากการทำงานก็จะไม่มารังควาน คุณก็จะเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่นแจ่มใส มีพลังกาย พลังความคิด พร้อมลุยงานมุ่งสู่เป้าหมายและความสำเร็จที่รออยู่ในวันข้างหน้าแล้วน้า
ที่มา : https://www.dailynews.co.th/article/660653/
03/11/2021
จะเข้าวงการ Graphic designer ต้องรู้อะไรบ้าง?
กว่าที่จะเป็น “กราฟิกดีไซน์” นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นอกจากจะใช้โปรแกรมเเละอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเป็นเเล้ว สกิลพื้นฐานที่ต้องมีติดตัวก็สำคัญเช่นเดียวกัน เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ทริคพื้นฐานการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ แหล่งที่มาในการหาไอเดียต่างๆ นอกจากนั้นก็ยังมีหลักดารพื้นฐานที่ต้องควรรู้อีกด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น จิ้มรูปแล้วปัดซ้ายดูกันได้เยยย
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.rainmaker.in.th/design-elements/
31/10/2021
ทำไมใจร้ายหลอกเราได้!!!
png หรือ jpg กันน้า แบร่!
29/10/2021
เหล่านกฮูกจะไปสู่จักรวาล
#หยอก
26/10/2021
Never sleep tips วันนี้ 💡✨
โปรแกรมเมอร์ฝาก "ความรู้เกี่ยวกับ Map" มาให้พร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย ๆ มาด้วยค้า
map คือ ฟังก์ชันตัวหนึ่ง ของโปรแกรมหลาย ๆ ภาษาโปรแกรมมิ่ง ซึ่งมีหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในกลุ่มข้อมูล ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ
ไปดูตัวอย่างในโปสเตอร์กันได้เล้ยยย ✨👇🏻
15/10/2021
วันนี้ Marketing ของ Never sleep
ขอส่งต่อวิธีทำการตลาดอีกหนึ่งรูปแบบ ที่เรียกว่า
"The market maker" ซึ่งเป็นการทำการตลาดแบบที่ สร้างความต้องการให้แก่ตลาดขึ้นใหม่ มากกว่าทำสินค้าเพื่อตอบโจทย์ที่มีในตลาดเท่านั้น!
อย่าลืมว่าตลาดนึงที่น่าจับตามอง คือกลุ่มตลาดที่ไม่ง้อบริษัทใหญ่ เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่พยายามมองหาสินค้าหรือบริการใดก็ได้ ที่ทำมาเพื่อนำเสนอความจำเป็นของสินค้าและบริการนั้น ๆ ทำให้แบรนด์ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจตรงนี้สามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคได้ทันที ผ่านการตลาดแบบ Peer-to-Peer อันเป็นการสร้างพื้นที่ที่สามในการขายสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้นค่ะ
*แบรนด์จะตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มนี้ได้อย่างไร* • 💡
ธุรกิจและแบรนด์ต่าง ๆ มักปรับใช้วิธีคิด “ห่วงโซ่การผลิตแบบย้อนกลับ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Re-commerce ที่เป็นการสร้างคุณค่าจากสิ่งของที่เคยซื้อไปแล้วให้กลับมามีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ Trade in หรือการขายสินค้ารุ่นเก่าเพื่อซื้อของใหม่กับแบรนด์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน วิธีการเช่นนี้สามารถสร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ (เงินในกระเป๋าที่เพิมขึ้น) หรือทางด้านสิ่งแวดล้อม (ลดการผลิต) รวมไปถึงทางด้านจิตใจ (แลกเปลี่ยนของที่อาจจะไม่ได้ใช้แล้วไปให้ผู้ที่ต้องการ) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการบริโภคอย่างยั่งยืน อย่างเช่นที่สตาร์บัคส์เปิดสาขาในเมืองคุนิตะชิของโตเกียว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีคอมมูนิตี้ของผู้อาศัยที่เป็นผู้บกพร่องทางการได้ยิน สาขานี้จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้บกพร่องทางการได้ยินโดยเฉพาะ ผ่านการออกแบบในฐานะเครื่องมือการสื่อสาร การจัดจ้างพนักงานที่เป็นผู้พิการทางการได้ยิน 19 คน และเมนูที่ไม่ต้อง สื่อสารด้วยการพูด แต่ใช้วิธีการกดแท็บเล็ตหรือเขียนในกระดาษโน้ตแทนนั่นเองค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.marketingoops.com/news/consumer-trend-2021/
11/10/2021
อีก 1 กลยุทธ์ที่มักถูกลืมเพราะอาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากลยุทธ์ 4C's 4E's และ 4P's นั่นคือ "กลยุทธ์แบบ 4D's "
เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก แม้จะไม่ค่อยเห็นคนใช้บ่อย เพราะแนวคิด 4D's เป็นแนวคิดการผสมผสาน ของ 4C's 4E's และ 4P's ซึ่งมุ่งเน้นการปรับตัว และการเตรียมความพร้อมขององค์กร ให้พร้อมรับโลกยุค Digital ซึ่งมุมมองจะไม่ได้เกิดจากนักการตลาดโดยตรง แต่เกิดจากองค์กรที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันนั่นเองค่ะ
รวมกลยุทธ์การตลาด ที่ขึ้นต้นด้วยเลข "4"
------------------------------
IG > instagram.com/marketthinkth/